วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

*** เตือนภัยบนท้องถนน…***

ขณะนี้โจรบนท้องถนนมียุทธวิธีใหม่มาหากิน และอาจก่อให้เกิดอันตรายกับคนที่ท่านรักได้มีวิธีการดังนี้...

1. ใช้หมากฝรั่งมาติดที่หน้ากระจก
2. ปาไข่ที่กระจกหน้ารถยนต์ (ตอนกลางคืน)

อ่านรายละเอียดข้างล่างนะครับ...จะได้ไม่เปิดโอกาสให้พวกมิจฉาชีพหากิน

--------------------------------------------------------------------------------



1. ผมเจอกับตัวเองเมื่อวันที่ 26 ก.ค. วันอาสาฬหบูชา นี้เอง ที่สะพานพระราม 5 ฝั่งบางกรวย จอดที่หน้าร้านก๊วยเตี๋ยวเรือ ใกล้กับร้านขายเฟอร์นิเจอร์ concept มันใช้หมากฝรั่งชนิดนิ่มเหนียวทิ้งไว้ที่กระจกกับที่ปัดน้ำฝน พอโดนความร้อนจะละลายติดกระจก ก่อนออกรถไม่สังเกต ผมขับออกไป เลยไฟแดงไป แล้วจอดทำความสะอาดริมถนน ครู่เดียวมันมาสองคันเลย มีทั้งรถเก็งและรถกระบะ มาสังเกตการณ์ หาโอกาสลงมือ แต่บริเวณนั้นรถมาก ไม่สะดวก ประกอบกับผมเห็นผิดปรกติ จึงหยุดทำความสะอาด และรีบขับออกจากบริเวณนั้นไป มันยังขับตามอีก ผมวนดูพฤติกรรม ของแก๊งนี้ มันจะวางหมากฝรั่ง และคอยเก็บเหยื่อ วนอยู่บริเวณนั้นอยู่หลายเที่ยว เตือนเพื่อนๆให้ระวัง ถ้าเห็นมีหมากฝรั่งทิ้งไว้ที่หน้ากระจก อย่าทำความสะอาด ในที่ปลอดคน อาจจะโดนมิจฉาชีพพวกนี้ลงมือได้ สำหรับคนขับรถ และคนที่ไม่ขับเองก็เก็บไว้เตือนคนขับจ้า....
เพื่อทราบและโปรดระมัดระวัง..........


2. ถ้าคุณขับรถกลางคืน แล้วโดนปาหน้ารถด้วย "ไข่" (ไข่จริงๆ ไม่ได้มุข)

อย่า........ฉีดน้ำ และปัดกระจกเป็น อันขาด !! เพราะเมื่อไข่ผสมกับน้ำแล้ว กลายเป็นคราบเหนียว
บดบังทัศนวิสัยของคุณได้ถึง 92.5% นั่นหมายถึง คุณจะถูกบีบบังคับให้ต้องจอดรถข้างทาง
(ก็มันมองไม่เห็น ก็ต้องหยุดก่อน) ดีไม่ดีคุณก็จะลงไปเช็ดกระจกอีกต่างหาก
ซึ่งจังหวะนั้นเองที่ คุณจะกลายเป็นเหยื่อไข่ของมิชฉาชีพทันที

10 หนทางให้คุณวางใจ...เกียร์ออโตเมติก

1. ควรเปลี่ยนถ่าย ATF ให้ได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

แม้ตามกำหนดที่โรงงานได้กำหนดไว้ในสมุดคู่มือถึง 40,000-45,000 km หรือราว 2-2 1/2 ปี ก็อย่าได้วางใจตามนั้น ด้วยว่าการจราจรของกรุงเทพฯ เรา ติดๆ ขัดๆ ความร้อนสะสมสูงเกือบตลอดการใช้งาน เดี๋ยว ON Gear หรือ OFF Gear อยู่โดยตลอดทั้งวัน นานๆ ทีถึงได้มีโอกาสยืดเส้นยืดสายออกทางไกลหรือขึ้นทางด่วนวันหยุดกับเขาหน่อย นึง

ความร้อนสะสมจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง และการใช้งานวิ่งๆ หยุดๆ ทำให้แรงดันน้ำมัน ATF สูง-ต่ำไม่คงที่ อุณหภูมิมักสูงตลอดเวลาจากแรงดันที่สูงๆ ต่ำๆ ดังนั้นการให้โอกาส AT (เกียร์ออโตเมติก) ได้ดื่มด่ำกับ ATF ใหม่ๆ สดๆ จึงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราปฏิบัติได้ไม่ยากครับ อย่าถือว่าสิ้นเปลืองเลยนะ

2. ไม่ควรโยกตำแหน่งเกียร์บ่อย

ควรให้โอกาสมันได้ทำ "หน้าที่อัตโนมัติ" ด้วยตัวของมันเองมากๆ หน่อย เพราะมันถูกออกแบบให้ทำงานตามลำดับขั้นตอนโดยใช้ความเร็วเป็นตัวกำหนดจังหวะ การเปลี่ยนเกียร์อยู่แล้วเป็นปกติวิสัย

มีเจ้าของรถบางท่านที่เชื่อคำโฆษณาว่าเกียร์ออโต้สมัยใหม่สามารถโยกเปลี่ยน ได้ตามใจชอบ ก็เลยเอานิสัยเดิมที่เคยใช้รถเกียร์ธรรมดามาใช้กับ AT คือเชนจ์ขึ้น-ลง ปรากฏว่า อายุเกียร์ไม่ข้ามปีที่ 2 หรือไม่เกิน 40,000 กม. ด้วยซ้ำครับ พัง! สาเหตุก็มาจากการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทั้งวันจนเป็นนิสัย ชิ้นส่วนภายในเครียดตลอดเวลา ความร้อนสูงจากแรงดัน ATF ที่สูงเกินไป ทำให้สึกหรอสูง จนแรงดัน ATF ไม่คงที่ ทุกอย่างพังหมดครับ และพังอย่างเร็วซะด้วยครับ!

บางท่านที่ไม่มากประสบการณ์ก็อาจเผลอกด Overdrive (เกียร์สำหรับลดรอบเครื่องยนต์) ไว้ทั้งวัน โดยมิได้สังเกตอาการก็มีครับ

3. ยุคหนึ่งเชื่อกันว่า ถ้าติดไฟแดงก็ควร "พักเกียร์"

ใช่ครับ ผมเองในอดีต 10 ปีก่อนก็ทำเช่นนี้บ่อยๆ คือเต็มใจปลดเกียร์เป็น N ทุกครั้งที่ติดไฟแดง โดยหวังว่าจะช่วยเป็นการพักเกียร์! แต่ความจริงกลับไม่ต้องทำเช่นนั้น

การใช้งาน AT ให้ยืนนาน ควรเข้าใจว่าทุกครั้งที่เรา "OFF Gear" น้ำมัน ATF จะหยุดแรงดันของมันทันทีครับ จำ "หลุมฉิ่ง" Orifice Valve ที่มีลูกปืนเม็ดเล็กๆ ทนๆ กลิ้งอุดและเปิดวาล์ว ATF ได้ไหมครับ ยามใดที่ ON Gear ลูกปืนในหลุมฉิ่งเหล่านี้จะเปิดให้ ATF ผ่านด้วยแรงดันน้ำมัน ATF ที่อัดอยู่เต็ม VB ( Valve body สมองเกียร์) เพื่อ hold ตำแหน่งเกียร์ D อยู่

แต่หากเราเข้าตำแหน่ง N เจ้า ATF ก็หยุดเดิน และไม่ "Standby" ลูกปืนเปิด-ปิด Orifice Valve ก็ปิดตัวลงนอนแอ้งแม้งใน "หลุมฉิ่ง" พอเราเข้าเกียร์ D เพื่อออกตัวในจังหวะไฟเขียว ...เท่านั้นละครับ ATF มันก็แย่งกันสูบฉีดด้วยแรงดันให้ไหลวกวนใน VB สมองเกียร์ จงคิดเอาเถิดครับว่า วันหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งที่คุณได้ทำเช่นนี้ แรงดัน ATF มันจะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ไม่ Constant สักที ของเหลว (ATF) เมื่อเคลื่อนตัวไหลไป-มาด้วยแรงดันบ่อยๆ ความร้อนก็ไม่คลายแต่กลับเพิ่มขึ้นๆ สี่แยกแล้วสี่แยกเล่า หยุดแล้วหยุดเล่า Orifice Valve ต้องทำงานตลอดเวลา เดี๋ยวไหลเดี๋ยวหยุดกะปริบกะปรอย มันจะทนไหวหรือครับ ต่อไปนี้ให้ทำอย่างนี้ครับ

หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควร "Hold D" เอาไว้ โดยเหยียบแป้นเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเข้า OFF Gear เป็น N อย่างน้อยก็ช่วยยืดอายุเกียร์ได้อีกโขเลยละครับ ด้วยวิธีง่ายๆนี้ จำไว้ต่อไปนี้หยุดแป๊บเดียวไม่ต้องปลดเกียร์

4. อย่าปลดให้เป็น N (ว่าง) เพื่อให้รถไหล เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันก่อนหยุดไฟแดง

วิธีช่วยประหยัดน้ำมันเช่นนี้ไม่ดีแน่ แม้จะดีบ้างกับความประหยัดเชื้อเพลิงลิตรละ 10-15 บาท แต่เกียร์ออโต้มันไม่ชอบ ควรปล่อยให้มัน ON Gear ไปจนถึงไฟแดงดีกว่าครับ แล้วแตะเบรกหยุดมันจะทนกว่ามากเลยครับ อีกอย่าง ความประหยัดเชื้อเพลิงด้วยวิธีไหลในตำแหน่ง N ก็ช่วยประหยัดแค่ 2-3% เท่านั้นเอง พูดถึงค่าซ่อมเกียร์ราว 2-3 หมื่น จะคุ้มหรือครับ!?

5. การ Take Off แบบในหนัง คือออกรถให้ล้อเอี๊ยดโชว์นั่นน่ะ อย่าทำเป็นอันขาด

สิ่งที่จะพังเร็วคือ FP (Friction Plate) ที่เรียงเป็นตับอยู่ในเรือนเกียร์ไงครับ มันจะสึกจากความร้อนที่เสียดสีฉับพลัน น้ำมัน ATF ก็ร้อนสูง (ฮีต) บ่อยๆ เข้า เจ้า FP ซึ่งหนาแค่ 2-3 มิลลิเมตร ก็ไหม้ได้ครับ นึกถึงภาพเบิ้ลคันเร่ง บรื้นๆๆ... ในขณะที่ AT อยู่ในตำแหน่ง N วัดรอบขึ้นไปตั้ง 3,000-5,000 rpm แล้วโยกมาที่ N ทันที "จ๊ากโชว์" ได้แน่ครับ แต่ตับไตไส้พุงของ AT มันจะพังคาที่ ในการทำเช่นนี้ไม่ถึง 10 ที ลำพังเจ้าของแบบเราๆ คงไม่ทำเช่นนี้ แต่กล่าวเผื่อไว้สำหรับวัยรุ่นรถซิ่งนะครับ แอบเอารถคุณพ่อคุณแม่ หรือเด็กอู่บางคนแอบเอารถลูกค้าไปซิ่งเล่น ปรากฏว่าพังครับ พังชั่วไม่ข้ามคืนนี้แหละครับ
ฉะนั้น อย่า Take Off เพื่อ Show Off เป็นอันขาดครับ!

6. ขณะลากจูง หรือใช้ระบบ "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" ควรศึกษาคู่มือให้ดี

ก่อนอื่นให้ทราบจากผู้ขาย หรือคำโฆษณา หรือคู่มือประจำรถก่อนว่าเขากำหนดความเร็วในการเล่นฟังก์ชันไว้เท่าใด

ในเกียร์ AT ยุคก่อน ในกรณีต้องลากจูงรถ เขาจะกำหนดความเร็วมักไม่เกิน 40 กม./ชม. ซึ่งเร็วแค่นี้จะไม่เป็นการทำลายเกียร์ ในรถรุ่นใหม่ เกียร์ CPU อาจลากได้เร็วขึ้นถึง 60-80 กม./ชม. แต่หากไม่แน่ใจ ควรลากไปเรื่อยๆ ที่ความเร็ว 40-50 กม./ชม. แค่นี้ดีมากครับ ไม่ว่าเกียร์ออโต้ของเราจะเป็นยุคไหนๆ ปลอดภัย ถนอมมันเอาไว้ก่อนจะดีกว่าครับ

ส่วนรถ OFF Road 4x4 ประดามีที่โฆษณากันว่าเปลี่ยนเป็นขับ 4 ล้อได้ ในขณะที่วิ่งเร็วๆ เราเจ้าของรถก็ควรเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า ในคู่มือกำหนดไว้เช่นไร ที่ความเร็วไม่เกินเท่าไร ก็สมควรปฏิบัติตามนั้นครับ

ฟังก์ชันเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อ มาเป็น 4 ล้อ ขณะรถวิ่งถูกเรียกว่า "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" จะกำหนดไว้เฉพาะการขับเคลื่อนจาก 2H มาเป็น 4H หรือจากขับเคลื่อนปกติ 2 High เป็น 4 High เท่านั้น ความเร็วที่โฆษณาไว้ก็แถวๆ 60-80 กม./ชม. ไม่ถึง 100 กม./ชม. เพราะอัตราทดเกียร์ของแต่ละยี่ห้อที่โฆษณา รวมถึงเส้นรอบวงจากขนาดของวงล้อก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงและถูกหลงลืม ดังนั้นควร "เมคชัวร์" ในการ Shift on the Fly หรือเปลี่ยนเกียร์จาก 2H มาเป็น 4H ด้วยการใช้ความเร็วต่ำๆ เข้าไว้จะชัวร์กว่า อย่าเปลี่ยนที่ความเร็วระดับ 100 เลยครับ เขาโฆษณาว่าทำได้จริงอยู่ แต่จะทำได้แค่ไหน หรืออายุเกียร์ AT จะทนในอายุการใช้งานเท่าใด เราผู้เป็นเจ้าของรถเท่านั้นที่รับผิดชอบ

หากทำอะไรในความเร็วที่เกินเลยไป บางทีรถอาจพลิกคว่ำในความเร็วขณะที่เปลี่ยน 2H เป็น 4H หรือไม่ก็เกียร์ AT อาจพังเร็วขึ้น

ที่แน่ๆ หากจะใช้ Shift on the Fly (เปลี่ยนจาก 2H เป็น 4H) ขณะรถวิ่ง ควรให้ตำแหน่งเกียร์อยู่ที่ D (อย่าไปที่ D อื่นๆ) และความเร็วแถวๆ 40-50 กม./ชม. ก็จะดี อย่าเชื่อโฆษณาอย่างเดียว ควรใช้หลักความจริงของเกียร์ AT เข้าไว้ครับ

7. ไม่ควรใส่อะไรผสมลงไปใน ATF ..หัวเชื้อน้ำมันเกียร์ AT ?!

เพราะเกียร์ AT ต่างกับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (Manaul 5 Speed) ที่เราเคยใช้ เจ้าอย่างหลังนี่มีหัวเชื้อดีๆ (Additive Fluid) ก็จะช่วยให้ชุดเกียร์หมุนลื่น หมุนเงียบขึ้น แน่นอนครับ เกียร์ธรรมดาถ้าหมุนคล่อง ลื่นดี เกียร์เข้าง่าย เชนจ์เกียร์ได้ฉับไว ขับได้สนุก

แต่เกียร์ AT มันไม่สนครับ เพราะ FP Friction Plate ทำหน้าที่ตามชื่อของมันอยู่แล้ว ความลื่นเหลือล้นในน้ำมัน ATF จึงห้ามเด็ดขาด ควรยืนยันใช้เบอร์เดียว มาตรฐานเดียวกับที่สมุดคู่มือประจำรถกำหนดไว้เท่านั้น อย่างยิ่ง หรือหย่อนจากที่กำหนดในคู่มือโดยเด็ดขาด

อ้อ คำถามที่ว่าน้ำมัน ATF แบบสังเคราะห์สมัยใหม่ที่เหนือมาตรฐานกำหนด ใช้ได้หรือไม่นั้น ควรสอบถามศูนย์บริการหรือผู้ชำนาญดูก่อนครับ แต่หากเป็นผม ผมยังคงยืนยันใช้ตาม spec เดิมครับ เพียงแต่ขยันเปลี่ยนหน่อยเท่านั้นเอง

8. ก่อนเข้า D ควรเหยียบแป้นเบรกไว้ก่อนหรือไม่?

ก็ได้ครับ จะเหยียบก็ได้ หรือไม่ต้องก็ได้ ในกรณีที่เหยียบแป้นเบรกไว้ก็เพื่อไม่ให้รถกระตุกในขณะที่เข้า D เท่านั้นเอง หากเป็นรถเก่า เกียร์รุ่นเก่าๆ เวลา On gear จะกระตุกจนตกใจ ก็ควรเหยียบแป้นเบรกให้เป็นนิสัยก่อนเข้า D เพราะเกียร์ AT รุ่นเก่าจะกระตุกมากจนน่ารำคาญ รวมไปถึงเกียร์ AT ที่มีอายุการใช้งานมานมนานหลายปีอาจมีอาการสึกหรอให้เห็นชัดด้วยอาการกระตุก อย่างแรงน่ารำคาญ การเหยียบแป้นเบรกเพื่อช่วย On gear ด้วยความนุ่มนวลไว้ก่อนเข้า D ก็เป็นสิ่งที่น่าทำ ส่วนจำเป็นมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่กรณีครับ แต่ผมเหยียบแป้นเบรกจนเป็นนิสัยก็ไม่ลำบากแต่อย่างใดครับ

9. หมั่นสังเกตอาการกระตุกของ AT

ยามใดที่เรารู้สึกว่าเกียร์ AT ที่เราใช้อยู่ทุกวันมันเกิดกระตุกยิ่งกว่าเดิม อย่าวางใจนะครับ ควรพบช่างเพื่อปรับตั้ง "Vacuum Control : VC" ทันที อย่าแกล้งเมิน บางทีอาการกระตุกของ AT จะหายได้ง่ายๆ ด้วยการปรับตั้ง VC เท่านั้นเอง แป๊บเดียวก็เสร็จ

แต่ถ้าหาก VC ถูกใช้มานานหลายปีดีดักแล้วละก็ สมควรสั่งอะไหล่มาเปลี่ยนใหม่ครับ ไม่ควรซ่อม เพราะชื่อมันก็บอกครับว่าเป็น Vacuum ซึ่งความหมายก็คือ มันทำงานด้วยสุญญากาศเท่านั้น เสียแล้ว เสื่อมแล้ว รั่วแล้วซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยกชุดของแท้ครับ

แต่หากเปลี่ยน VC ใหม่ยกชุดแล้ว ยังมีอาการ คราวนี้ก็ควรล้างสมองเกียร์ VB ด้วยน้ำยา Flush & Fill สักที หากไม่ปล่อยให้อาการนี้เกิดขึ้นนานจนลำบากยุ่งยากละก็ แค่ล้างด้วยน้ำมัน Flush & Fill เดี๋ยวเดียว ชุด VB สมองเกียร์ ก็สะอาดเอี่ยมอีกครั้ง ไม่กระตุกอีกต่อไปชั่วระยะเวลาอีกนานปี

10. หลังจากสตาร์ทรถเกียร์ AT แล้ว อย่าผละออกจากรถไปที่อื่น !

บางครั้งเจ้าของรถอาจเผลอเข้าตำแหน่ง D เอาไว้โดยไม่รู้ตัว ลำพังเมื่อเปิด แอร์ เอาไว้ เจ้าอุปกรณ์ Idle UP Speed หรือเรียกกันว่า "Vacuum Air" อาจตัดเอาดื้อๆ เพราะอุณหภูมิความเย็นหนาวของแอร์แต่ละเวลา เย็นเร็วเย็นช้าไม่เท่ากัน ที่ตำแหน่งเกียร์ D บางครั้งเมื่อมีโหลดแอร์ รถเราถูกโหลดด้วยการเปิดแอร์ รถก็อาจจะหยุดนิ่งได้ แต่พอ Vacuum Air ตัด เครื่องยนต์ก็ปลดโหลดแอร์ไปอีกหน่อย รอบเครื่องยนต์เร่งขึ้นเอง ราว 500-700 rpm ก็อาจจะส่งผลโดยตรงให้เกียร์ ON D ทันที รถอาจวิ่งออกไปได้ดื้อๆ

หรือบางทีโรงจอดรถเป็นเนินลาดขึ้น พอ Vacuum Air ตัด รอบก็เร่ง 500-700 rpm อาจจะทำให้รถวิ่งเองได้ด้วยเกียร์ D ที่เผลอเข้าเอาไว้ เรื่องไม่เป็นเรื่องก็มักเป็นเรื่องพาดหัวหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ครับ ผมเคยโดนกับตัวคือ เผลอ ON D เอาไว้ แล้วรถมันวิ่งไปเอง! เร็วเสียด้วยครับ ในระดับความเร็วสัก 15 กม./ชม. ปีนฟุตบาทชนรั้วข้างบ้านเฉยเลยครับ ...เฮ้อ...

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายหลายหลากที่เป็นเรื่องง่ายดายที่เราควรเข้าใจ ซึ่งใน "DIY คุณก็ทำได้" ฉบับหน้าจะได้นำเอาเรื่อง "วิธีตรวจตราดูแลเครื่องยนต์หัวฉีด" ด้วยตัวคุณเอง เนื้อหาเหมือนเดิมครับ

วันรับรถต้องเช็คอะไรบ้าง

วันรับรถต้องเช็คอะไรบ้าง

ของแถมทั้งหมด เช่นฟิลม์กรองแสง ผ้ายางปูพื้น,ล็อกเกียร์, อย่าลืมดูเครื่องมือที่ติดมากับตัวรถ(ไขควง,แม่แรง)
และวันออกรถ อย่าลืมพวงมาลัย+ธูปเทียน สำหรับไหว้ศาลพระภูมิที่โชว์รูม เพื่อขอเอารถออก และพวงมาลัยสำหรับรถที่เราออกด้วย


แล้วก็เงินเติมน้ำมันด้วย โชว์รูมมันเติมมาให้แทบจะขับไม่ถึงปั๊ม ออกมาเจอรถติด ถ้าไม่ถึงปั๊มแล้วน้ำมันหมดอดไปต่อนะครับ


เดินดูรอบๆรถ สตาร์ทเครื่อง เปิด-ปิดไฟ แอร์ วิทยุ เทป เปิดฝากระโปรงชะโงกดูซะหน่อย ว่าเรียบร้อยดีไหม


ภายนอก ดูเรื่องความเนี้ยบการประกอบ ว่ามีความปราณีตเพียงใด ขอบฝากระโปรง ขอบกันชน ขอบประตู ต้องราบเรียบเท่ากัน สีรถต้องไม่มีรอยแมวข่วน ที่อาจเกิดขึ้นจากขึ้นตอนการประกอบหรือขนส่ง ดูด้วยตาให้รอบคัน ก้มดูช่วงล่วงด้วย
ภายใน ดูขอบยางประตู การประกอบที่นั่งเบาะนั่ง แผงคอนโซลต่างๆ ว่าเนี้ยบมั้ย จากนั้นเปิดกุญแจไปตำแหน่ง ON ดูว่าไปสัญญาณติดครบหรือเปล่า ลองเล่นเครื่องเสียงภายในรถยนต์ดูว่าใช้งานได้มั้ย จากนั้นปิดประตูรถแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ ดูสิว่ามีเสียงอะไรดังเล็ดรอดเข้ามาหรือเปล่า เปิดแอร์ดูสิว่าใช้งานได้มั้ย เย็นมั้ย มีเสียงคอมเพรสเซอร์ดังผิดปกติหรือเปล่า แล้วก็ออกไปฟังเสียงเครื่องยนต์ว่า ดังผิดปกติหรือเปล่า จากนั้นลองขับดู

อย่าดีใจจนออกนอกหน้าว่าจะได้ถอยป้ายแดงแล้ว เพราะจะทำให้คุณ ยอมรับข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆ ได้ เมื่อ คุณเซ็นต์เอกสารรับรถแล้ว เมื่อไม่พอใจหรือรถมีปัญหา คุณก็จะเสียเวลาไป Claim ที่ศูนย์อีก เมื่อนั้นอาจพบปัญหาเรื่องความล่าช้าอะไหล่ไม่มีให้รอไปก่อน

สรุป ตาดู มือคลำ หูฟัง เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ
ถ้าเป็นปัญหาที่เครื่องยนต์หรือส่วนอื่นที่ซับซ้อนก็ดีซึ่งเราอาจจะไม่รู้ ก็อาจเข้าศูนย์ภายหลังได้ครับ

มาต่อกันที่วิธีดูและตรวจเช็จแต่ละจุดโดยละเอียดครับ

1.ตัวถัง
1.1 ดูขอบ, สันข้างรถว่าแนวยังตรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างประตู และตัวถัง
1.2 เปิด/ปิดประตูครบทุกบาน และกระโปรงหน้า-หลัง ได้ดี /ล็อคเด็กประตูหลัง
1.3 มีสนิมบริเวณขอบประตูแต่ละบานหรือไม่ แค่ไหน
1.4 เห็นรอยสีใหม่พ่นทับสีเก่าในบริเวณขอบประตูหรือไม่ (ถ้ามีขอบยางกันกระแทกลองแง้มดู)

2. กระจก
2.1 กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)
2.2 กระจกมีรอยร้าวกระเทาะหรือไม่อาจจะนําไปสู่การแตกง่ายในอนาคต
2.3 ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.4 ยางปัดนํ้าฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่
2.5 ที่ปัดนํ้าฝนยังใช้งานได้ดี
2.6 ที่ฉีดนํ้าล้างกระจกยังใช้งานได้ดี
2.7 กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ / พับยังไง ให้แสดงให้ดู

3. ยางและล้อ
3.1 เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร / ปียางที่ผลิต / รอยวิ่งของยาง
3.2 ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่ / Max เก่า ใหม่
3.3 แม่แรง / ล้ออะไหล่ / ประแจ / เครื่องมือประจำรถครบหรือไม่

4. กลไกขับเคลื่อน
4.1 เครื่องยนต์เดินเรียบ
4.2 ความร้อนไม่ขึ้นสูง
4.3 เข้าเกียร์ได้ครบ
4.4 เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
4.5 พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว
4.6 เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง
4.7 คลัชไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป
4.8 ที่เปิดฝาเติมน้ำมันเปิดตรงใหน-สาธิตให้ดูด้วย

5. ระบบปรับอากาศ
5.1 แอร์เย็น / ปรับอุณหภูมิได้

6. ห้องเครื่อง
6.1 สายพานต่างๆ ลอง Start เครื่องฟังเสียงดู เร่งเครื่อง
6.2 หมายเลขเครื่อง / หมายเลขตัวถัง / ให้เขาชี้ให้ดู
6.3 แผ่นกันความร้อนมีให้หรือไม่-ราคาเท่าไร-แถมได้มั๊ย

7. ระดับของของเหลวต่างๆ
7.1 น้ำมันเบรค/ น้ำมันเครื่อง/ น้ำมันเกียร์/ น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ / น้ำหม้อน้ำ /น้ำฉีดกระจก/ ถามให้รู้ว่าระดับของของเหลวแค่ละอันอยู่ตรงไหน

8. ภายใน
8.1 คอนโซลและหน้าปัดเป็นรอยขูดขีดหรือไม่ / หน้าปัดหลักๆยังใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น เข็มความเร็ว เข็มนํ้ามัน เข็มไมล์ ไฟเบรคมือ เข็มความร้อน
8.2 เบาะปรับได้ท่าทีถนัด / เข็มขัดนิรภัย ลองปรับ+กระตุก
8.3 กระจกมองหลังและข้างปรับได้ทัศน์วิสัยที่ดี/ กระจกข้างปรับได้ ลองพับ /กุญแจรีโมท Central Lock
8.4 ยางปูพื้นติดรถมาแบบไหน
8.5 วิทยุติดรถ/ ทดสอบแอร์ ลองแรงลมทุกระดับ ที่วัดอุณภูมิภายใน-นอก /กดแตร / ที่ปัดน้ำฝน INT/ ไฟเบรคดวงที่ 3/ ไล่ฝ้าหลัง ข้าง ลองกดแล้วจับดูว่าร้อนไหม…../หมุนพวงมาลัยดูจนสุด 2 ด้านมีเสียงดังปรับ ไกล-ใกล้ สูง-ต่ำ/ วิทยุ CD ลองฟังแยกทุกจุดว่า OK/ กระจกไฟฟ้า 4 บาน กระจกข้างปรับได้ ลองพับ / ป้องกันหนีบ/ สัญญานเตือนไฟเปิด ประตู/เปิด คาดเข็มขัด เบรกมือ นาฬิกา/ กุญแจรีโมท Central Lock/ ไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ / ที่เปิดกระโปรง หน้า หลัง ฝาน้ำมันอยู่ตรงใหน / ช่องเก็บของต่างๆเปิด-ปิด ได้ดีหรือไม่

9. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
9.1 ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน
9.2 ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง
9.3 ไฟเบรคใช้งานได้
9.4 ไฟถอยหลังใช้งานได้

10. เอกสารต่างๆ
10.1 สมุดทะเบียน/ ใบโอนรถ / เอกสารประกันภัย / พรบ. /ใบเสร็จรับเงินค่าdown/ ใบเสร็จค่ามัดจำป้ายแดง / สมุดคู่มือป้ายแดง/ ป้ายแดงมีตรา ขส / เอกสารการรับ /ประกันอุปกรณ์รถ และเช็คระยะฟรี / คู่มือรถ
10.2 smart card บางที่...อาจอ้างว่ายังไม่ได้...ให้มารับวันเช็ค 1000 โล นั่นเป็นเพราะเขาต้องการให้กลับไปเช็คที่เขา smart card มันมากับรถตั้งแต่ออกจากโรงงานแล้ว....ถ้าไม่ได้ทวงเลยครับ

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถ

กรณีที่ 1 เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถ มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้...

1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
2. ถอนคันเร่งออก
3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะว่า จะทำให้รถหมุน
5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัว
และจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น อาจเสียหลักเพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัด
แรงบิดของเครื่องยนต์ ให้ขาดจากเพลา
6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถ

ข้อสังเกตเมื่อยางระเบิด คือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้าย
รถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับ และสะบัดไปด้านซ้ายอีกที สลับกันไปมาและในทำนอง
ตรงกันข้าม หากระเบิดด้านขวาอาการก็จะกลับเป็นตรงกันข้ามอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็คือ หาก
ขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ พอยางระเบิด ขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการ
ขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆจึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแ รงที่จะเกิดขึ้น
ในขณะขับรถ จึงไม่ควรขับรถเร็ว ( ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่
เกิน 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง)






กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม รถจะไม่ตกลงไปในน้ำแล้ว
จมทันทีเหมือนหิน ตกน้ำ แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้
ควรตั้งสติให้ดี และ ปฏิบัติดังต่อไปนี้...

1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน! ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิด
ประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ ำขึ้นมาก็ได้ ในกรณีนี้หากน้ำลึก
มากๆอาจจะมองไม่เห็นว่า ทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมดไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่าย
ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศ
ลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ นอกจากนั้นก่อนออก
จากรถ หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบ เด็กๆ นั้น ออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน...

ดังนั้นหากท่านปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่านปลอดภัยได้ ในยามคับขันได้ไม่มากก็น้อยครับ

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความรู้ดีๆๆ เรื่อง หลักการเลือกซื้อรถมือสอง

ปกติเมื่อเราต้องการเลือกซื้อรถมือสองสักคัน มักจะมีคำถามอยู่ที่มักพบประจำคือ " แล้วเราจะดูรถมือสองอย่างไร จึงจะได้รถที่ดีไม่ถูกหลอก "

เมื่อเราได้เลือก ยี่ห้อ และรุ่นที่เราสนใจได้แล้ว เบื้องต้นเราควรจะทราบรายละเอียด ของรถในแต่ละปีที่ออกมา หรือ Minorchange ต่างๆ ว่าแตกต่าง กันอย่างไรบ้างเพื่อที่เมื่อเราไปดูรถตามแหล่งรถมือสอง รถที่เปลี่ยนทะเบียนเป็นรุ่นใหม่เราจะดูยากมากว่าเป็นปีอะไรในการประเมิน ด้วยสายตาคร่าวๆ เรื่องสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดครับ เมื่อเราต้องไปดูรถ หรือเราได้รถที่อยู่ในใจแล้วแต่ต้องการดูสภาพพจริง เนื่องจากเราเองไม่ได้เป็นช่างโดยตรง หลายๆคนอาจะกลัว หรือได้ยินมามากเรื่องการย้อมแมว เราควรจะพาผู้ที่พอจะดูรถเป็นบ้างไปช่วยดูด้วย เน้นว่าเป็นคนที่เราไว้ใจได้ครับ แต่ถ้าหาไม่ ได้ จริงๆ การพาช่างจากที่ต่างๆก็เป็นทางเลือกอีกทางครับ แต่เราต้องแน่ใจว่าช่างที่เราพาไป ไม่มีส่วนได้เสียกับที่เราจะพาไปดูครับ การพาคนที่พอจะด ูเป็นไปช่วยดูบางครั้งก็ตกม้าตายเรื่องเล็กๆน้อยๆได้เหมือนกันครับ ผมจึงได้รวบรวมรายการตรวจเช็คต่างๆที่เราจะเอาไว้เป็นแนวทางไว้ด้วยครับ

รายการที่ควรตรวจเช็ค เมื่อจะซื้อรถมือสอง หรือแม้แต่รถใหม่

1. ตัวถัง
1.1 ดูขอบ, สันข้างรถว่าแนวยังตรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างประตู และตัวถัง
1.2 เปิด/ปิดประตูครบทุกบาน และกระโปรงหน้า-หลัง ได้ดี
1.3 มีสนิมบริเวณขอบประตูแต่ละบานหรือไม่ แค่ไหน
1.4 เห็นรอยสีใหม่พ่นทับสีเก่าในบริเวณขอบประตูหรือไม่ (ถ้ามีขอบยางกันกระแทกลองแง้มดู)
1.5 ก้มดูใต้บังโคลนล้อ, ใต้ประตู ว่ามีสนิมขึ้น ผุ หรือไม่ มากน้อยเพียงใด
1.6 ลองใช้เล็บเคาะตัวถังดูรอบๆบริเวณไหนเสียงไม่ใสเหมือนบริเวณอื่น อาจมีการทำสีมาแล้ว
1.7 ดูสีตัวถังรอบๆว่ามีการบวมปูดจากสนิมหรือไม่

2. กระจก
2.1 กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)
2.2 กระจกมีรอยร้าวกะเทาะหรือไม่อาจจะนำไปสู่การแตกง่ายในอนาคต
2.3 ฟิล์มติดกระจกใกล้หมดอายุหรือยัง
2.4 ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.5 ยางขอบกระจก ยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.6 ยางปัดน้ำฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่
2.7 ที่ปัดน้ำฝนยังใช้งานได้ดี
2.8 ที่ฉีดน้ำล้างกระจกยังใช้งานได้ดี
2.9 กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ

3. ยางและล้อ
3.1 เปลี่ยนยางมาครั้งล่าสุดเมื่อกี่เดือน/ปีมาแล้ว
3.2 ดอกยางยังลึกอยู่ประมาณ 2 ม.ม.ขึ้นไป
3.3 เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร
3.4 ยางมีการปะหรือไม่
3.5 ยางมีการบวมหรือไม่
3.6 ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่

4. กลไกขับเคลื่อน
4.1 เครื่องยนต์เดินเรียบ
4.2 ความร้อนไม่ขึ้นสูง
4.3 เข้าเกียร์ได้ครบ
4.4 เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
4.5 พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว
4.6 เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง
4.7 คลัชไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป (ใกล้หมด)
4.8 ท่อไอเสียผุหรือไม่
4.9 โช็คอัพไม่กระด้าง (สังเกตจากเวลาขับ)

5. ระบบหล่อลื่น
5.1 น้ำมันเครื่องเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.2 น้ำมันเกียร์เปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.3 น้ำมันเบรคเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.4 น้ำมันเฟืองท้ายเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.5 น้ำมันเพวงมาลัยเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร

6. ระบบปรับอากาศ
6.1 แอร์เย็น / ปรับอุณหภูมิได้
6.2 น้ำยาแอร์เปลี่ยนครั้งสุดท้าย, ล้างตู้แอร์ครั้งสุดท้ายเมื่อใด

7. แบตเตอร์รี่เปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อใด (ลูกเป็นพันนะครับ)

8. ภายใน
8.1 เบาะยังคงสภาพดีอยู่หรือไม่ (สะท้อนถึงสภาพการใช้งาน)
8.2 ยางหุ้มพวงมาลัยสภาพดีอยู่หรือไม่
8.3 หน้าปัดหลักๆยังใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น เข็มความเร็ว เข็ม เข็มน้ำมัน เข็มไมล์ ไฟเบรคมือ
8.4 เบาะปรับได้ท่าทีถนัด
8.5 กระจกมองหลังและข้างปรับได้ทัศน์วิสัยที่ดี
8.6 ยางปูพื้นติดรถมาแบบไหน (ดีๆก็เกือบพันเหมือนกัน)
8.7 วิทยุติดรถ ราคาสมเหตุผล
8.8 มีอุปกรณ์อื่นๆประกอบหรือไม่ เช่นที่ล็อคเกียร์ กันขโมย (เทียบกับราคา)

9. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
9.1 ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน
9.2 ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง
9.3 ไฟเบรคใช้งานได้
9.4 ไฟถอยหลังใช้งานได้

10. เอกสารต่างๆ
10.1 สมุดทะเบียน, ใบโอนรถ และบัตรประชาชนมีชื่อและลายเซ็นตรงกัน
10.2 มีการเสียภาษีรถประจำปีถูกต้องไม่ขาด (ระวังค่าปรับ)
10.3 มีการจ่ายประกันภัยบุคคลที่สาม ไม่ขาด (ระวังค่าปรับ)
10.4 ถ้ามีประกันประเภทอื่น ดูว่าเหลืออีกกี่เดือน

ตราบใดที่เงินยังอยู่ในกระเป๋าเรา ก็ยังเป็นเงินของเราเสมอครับ ไม่มีใครบังคับเราให้จ่ายได้ครับ

เมื่อไหร่ก็ตามที่เงินเราไปอยู่กระเป๋าเขา มันจะเป็นเงินเขา ยากที่จะบังคับให้เขาคืนเงินเราได้ครับ

เมื่อ เรามีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับคนขาย คนขายจะบอกว่าเราผิด คิดผิด ทำผิด ไม่มีทางเป็นอย่างนั้น เขาจะบอกว่า เราถูกก็ต่อเมื่อ เราเชื่อเขาครับ รถที่คุณพอใจไม่ใช่เป็นรถที่เราสามารถหาได้ดีที่สุดในประเทศไทยในราคาที่น่า พอใจที่สุด หลังจากที่เราได้มันมาแล้ว เราอาจจะไปพบคัน ที่ดีกว่าในราคาที่น่าพอใจกว่า ทำใจซะครับ พยายาม บำรุงรักษารถเราให้ดีที่สุด ให้อยู่กับเรานานๆ และตอบสนองความพึงพอใจของเรา ให้ดีที่สุดครับ

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ไมล์เรืองแสง ..เทคโนโลยีดาบ 2 คมของคนใช้ถนน

ในปัจจุบันนวัตกรรมโลกยานยนต์นั้น ต้องถือว่ามีความก้าวล้ำหน้าอย่างมากเมื่อเทียบกับในยุคก่อนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีต่างๆมากมายที่ทางผู้ผลิตต่างนำมาใส่ไว้ในรถที่ ออกมาจากโรงงานของตน ทว่าเทคโนโลยีบางอย่างที่ถูกติดตั้งเสร็จสรรพมาจากโรงงานนั้น บางครั้งก็สร้างนิสัยที่ไม่ควรปฏิบัติให้แก่บรรดาผู้ใช้รถด้วย

แม้เป็นการยากที่จะปฏิเสธว่าเทคโนโลยีใหม่ มันหมายถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นเช่นเดียวกับการตอบสนองต่อโจทยืของบ รรดาผู้บริโภคที่ยังคงเรียกร้องหากความต้องใหม่ๆ ในประเด็นเดิมๆอยู่เสมอ อย่างเช่นความสะดวกสบาย ความปลอดภัย หรือไม่เว้นกระทั่งเรื่องเก่าในตอนใหม่อย่างการประหยัดพลังงาน ที่ทุกวันนี้บรรดาค่ายรถยนต์ทั้งหลายต่างมึ่งหน้าให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นไป เรื่อยๆ



ถึงเทคโนโลยีใหม่ๆนานาชนิด จะถูกบรรดาวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ต่อยอดจนทุกวันนี้ เราแทบจะนึกไม่ออกแล้วว่า รถยนต์ในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นใด แต่อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก่อนที่ยนตรกรรมจะก้าวหน้าจนล้ำยุคมากไปกว่านี้ เราคงต้องมองถึงข้อดี-ข้อเสียของเทคโนโลยีที่วันนี้ สิ่งหนึ่งที่เริ่มจะเป็นมาตรฐานของบรรดารถนั่งชั้นหรูจากหลายๆค่าย กำลังทำให้ผู้ใช้รถยนต์หลายๆคนเริ่มเสียนิสัยจนอาจจะเป้นอันตรายทั้งต่อตน เองและเพื่อนร่วมทาง




สิ่งที่เรากำลังพูดถึงนั้นมันไม่ใช่อะไรไกลตัวมากนัก หากแต่มันคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคนขับตลอดเวลาอย่าง "หน้าปัด" หรือ "เรือนไมล์" นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้แม้หน้าปัดจะยังคงทำหน้าที่เหมือนเคย ในฐานะตัวบ่งบอกสภาพการทำงานของเครื่องยนต์หรือรถยนต์ที่กำลังเป็นอยู่ขณะ นั้น เพื่อแจ้งให้คนขับทราบถึงสภาพการทำงาน ทว่าในวันนี้หน้าปัดที่ดูเหมือนเคยกลับถูกบรรดาค่ายรถยนต์ทำให้มันดูทันสมัย ยิ่งขึ้นด้วยการทำเรือนไมล์ที่ดูอมทุกข์ น่าเบื่อกลับมีสีสันแลดูง่ายยิ่งขึ้น โดยเราอาจจะรู้จักพวกมันในนามว่า "ไมล์ออพติตรอน" หรือถ้าจะเรียกให้ถูกควรจะเรียกว่า "ไมล์เรืองแสง" มากกว่า

ไมล์เรืองแสงนั้นเป็นเรือนใหม่แห่งยานยนต์ยุคใหม่ที่ต่างถูกใจบรรดาผู้ใช้รถ อย่าง ด้วยหน้าตาของมันที่ดูมีสีสันมากขึ้น และแสงสีที่ถูกแต่งเข้ามาในตัวเรือนไมล์ก็ยังส่งผลดีในการช่วยให้ผู้ใช้รถ สามารถสังเกตค่าในการใช้งานต่างๆได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้เรือนไมล์เรืองแสงนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามดัง จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ในรถนั่งส่วนใหญ่ที่ออกมาทำตลาดในรุ่นใหม่ๆก็มักจะมีไมล์ชนิดนี้ ติดมาด้วย

อย่างไรก็ดีถึงไมล์เรืองแสงจะมีข้อดีมากกว่าเพียงแค่รูปลักษณ์ที่สวยงาม ทว่าในทางกลับกันนั้นไมล์เรืองแสงกลับส่งผลร้ายต่อสังคมผู้ใช้รถใช้ถนนเป็น ประจำ และปัญหาที่เรากำลังพูดถึงนั้นมักจะพบได้ในยามค่ำในถนนที่มักมีแสงสว่าง เพียงพอ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากการทำงานของไมล์ออพติตรอนที่จะทำงานทันที ตั้งแต่ที่ไฟในรถถูกจ่ายเข้ามาที่หน้าปัดจวบจนสตาร์ทเครื่อง และจะปิดการทำงานเมื่อดับเครื่องยนต์ ซึ่งผลที่ตามมาคือมีคนจำนวนไม่น้อยขับรถออกจากที่หมายในยามค่ำคืน โดยที่พวกเขาไม่ได้เปิดไฟส่องสว่างทั้งไฟหน้าและไฟท้าย และนั่นหมายความว่าพวกเขากำลังเสี่ยงอันตรายโดยไม่รู้ตัวและพร้อมกันยังอาจ ทำให้เพื่อนร่วมทางตกอยู่ในอันตรายไปด้วย



ทั้งนี้ปัญหาเรื่องไมล์เรืองแสงนี้สามารถแก้ไขได้ง่าย โดยเริ่มที่ตัวคุณเองหากใครใช้รถที่มีไมล์เรืองแสงอยู่ ถ้ารถของท่านมีฟังชั่นเปิดไฟหน้าไฟท้ายอัตโนมัติได้ก็ควรจะบิดสวิทช์ไฟไว้ ที่ตำแหน่งดังกล่าว แต่ไม่พบปุ่มสวิทช์อัตโนมัติ ก็แค่เพียงสร้างนิสัยเมื่อจะออกเดินทางในยามค่ำคืนก็ขอให้ลองตรวจสอบความ สว่างทางด้านหน้า หรือสังเกตง่ายๆว่า เมื่อท่านเปิดไฟหน้าแล้วเรือนไมล์จะลดความเข้มของแสงลงเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็เดินทางยามค่ำคืนได้ปลอดภัยกันแล้ว

แม้เรื่องไมล์เรืองแสงนี้ จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เราอาจจะพูดว่าปัญหามันเกิดจากผู้ใช้ที่อ้าง อิงเทคโนโลยีมากเกินไป ทว่าเราเองก็ควรต้องสร้างนิสัยที่ดีในการขับรถ โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่ทัศนวิสัยไม่สามารถมองได้ชัดเจนนักยิ่งต้องนึกถึงความ ปลอดภัยให้มาก แม้เราขับรถจะไม่มีคอนเซปต์ "เปิดไฟ..ใส่หมวก" แต่เราควรต้องเห็นใจเพื่อนร่วมทางคนอื่นบ้าง..เสียเวลาอีกนิดแต่ชีวิตจะ ปลอดภัยมากขึ้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปิดแอร์ก่อนติดเครื่องยนต์

ควรจะทำการปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด รวมถึงเครื่องเสียง หรือแม้กระทั่งการปิดประตู เพราะกำลังไฟทั้งหมดจะถูกใช้ในการติดเครื่องยนต์ครั้งแรกก่อน ก็มีอยู่บ่อยหลังรถยนต์ถูกใช้งานมาแล้วจะไม่มีการปิดระบบปรับอากาศ หมายความว่า มีการดับเครื่องยนต์พร้อมการเปิดแอร์ค้างไว้ การปฎิบัติเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง หากกระทำบ่อยๆ อาจนำพาปัญหามาสู่รถยนต์ของท่านได้


ขณะดับเครื่องยนต์คงไม่เกิดปัญหามากนัก แต่ในทางกลับกันขณะติดเครื่องยนต์จะมีการฉุดกันระหว่างสายพานกับสายพาน ( เป็นสายพานเส้นเดียวก็แล้วไป ) ไหนเครื่องยนต์หมุน ปั้มน้ำหมุน ไดชาร์จหมุน คอมเพรชเซอร์ก็จะทำงานอีก ผลก็คือมีการกินกำลัง บางครั้งทำให้ถึงกับสตาร์ทอืด หากกำลังในแบตเตอรี่เหลือน้อยจะไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ รถยนต์เกียร์ธรรมดายังเข็นกระตุกติดได้แต่ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติหมดสิทธิ์

แน่นอน อย่างน้อยต้องทำการพ่วงแบตเตอรี่
หากอยากทดสอบอาการด้วยตนเอง โดยการติดเครื่องระหว่างเปิดระบบปรับอากาศกับปิดระบบปรับอากาศ หากแบตเตอรี่มีกำลังไฟดี อาจจะไม่พบสิ่งที่แตกต่างมากนัก หมายถึงว่า แบตเตอรี่ยังใหม่อยู่ แต่ถ้าแบตเตอรี่ถูกใช้งานมาระยะหนึ่งแล้วควรระวังไว้บ้าง นอกจากแบตเตอรี่แล้วยังมีชิ้นส่วนต่อเนื่องอีกคือ มู่เลย์หน้า เครื่อง ( สำหรับมีสายพานหลายเส้น ) เพราะในมู่เล่ย์จะมีซีลยางอยู่ระหว่างร่องสายพานแต่ละเส้น หากมีการกระชากบ่อยๆทำให้ฉีกขาดได้เช่นกัน ตรงจุดนี้อาจถูกมองข้ามกันไป


ไหนๆกล่าวถึงมู่เล่ย์ สำหรับรถยนต์ที่มีสายพานหลายเส้นในตัวเครื่องยนต์ การปรับตั้งสายพานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มู่เล่ย์เกิดความเสียหายนั่น ก็คือการปรับสายพานตึงเกินไป การปรับจะต้องอยู่ในค่ามาตรฐานมิฉะนั้นนอกจากตัวสายพานที่จะเสียหายก่อนเวลา อันควรแล้ว พวกลูกรอก พวกไดชาร์ท และอื่นๆ ดังนั้นอย่ามองข้ามกันนะครับ อะไรต่างๆที่เกี่ยวกับตัวรถยนต์สามารถศึกษาได้จากคู่มือการใช้รถรวมถึงการ ใช้งานทั่ว