ขณะนี้โจรบนท้องถนนมียุทธวิธีใหม่มาหากิน และอาจก่อให้เกิดอันตรายกับคนที่ท่านรักได้มีวิธีการดังนี้...
1. ใช้หมากฝรั่งมาติดที่หน้ากระจก
2. ปาไข่ที่กระจกหน้ารถยนต์ (ตอนกลางคืน)
อ่านรายละเอียดข้างล่างนะครับ...จะได้ไม่เปิดโอกาสให้พวกมิจฉาชีพหากิน
--------------------------------------------------------------------------------
1. ผมเจอกับตัวเองเมื่อวันที่ 26 ก.ค. วันอาสาฬหบูชา นี้เอง ที่สะพานพระราม 5 ฝั่งบางกรวย จอดที่หน้าร้านก๊วยเตี๋ยวเรือ ใกล้กับร้านขายเฟอร์นิเจอร์ concept มันใช้หมากฝรั่งชนิดนิ่มเหนียวทิ้งไว้ที่กระจกกับที่ปัดน้ำฝน พอโดนความร้อนจะละลายติดกระจก ก่อนออกรถไม่สังเกต ผมขับออกไป เลยไฟแดงไป แล้วจอดทำความสะอาดริมถนน ครู่เดียวมันมาสองคันเลย มีทั้งรถเก็งและรถกระบะ มาสังเกตการณ์ หาโอกาสลงมือ แต่บริเวณนั้นรถมาก ไม่สะดวก ประกอบกับผมเห็นผิดปรกติ จึงหยุดทำความสะอาด และรีบขับออกจากบริเวณนั้นไป มันยังขับตามอีก ผมวนดูพฤติกรรม ของแก๊งนี้ มันจะวางหมากฝรั่ง และคอยเก็บเหยื่อ วนอยู่บริเวณนั้นอยู่หลายเที่ยว เตือนเพื่อนๆให้ระวัง ถ้าเห็นมีหมากฝรั่งทิ้งไว้ที่หน้ากระจก อย่าทำความสะอาด ในที่ปลอดคน อาจจะโดนมิจฉาชีพพวกนี้ลงมือได้ สำหรับคนขับรถ และคนที่ไม่ขับเองก็เก็บไว้เตือนคนขับจ้า....
เพื่อทราบและโปรดระมัดระวัง..........
2. ถ้าคุณขับรถกลางคืน แล้วโดนปาหน้ารถด้วย "ไข่" (ไข่จริงๆ ไม่ได้มุข)
อย่า........ฉีดน้ำ และปัดกระจกเป็น อันขาด !! เพราะเมื่อไข่ผสมกับน้ำแล้ว กลายเป็นคราบเหนียว
บดบังทัศนวิสัยของคุณได้ถึง 92.5% นั่นหมายถึง คุณจะถูกบีบบังคับให้ต้องจอดรถข้างทาง
(ก็มันมองไม่เห็น ก็ต้องหยุดก่อน) ดีไม่ดีคุณก็จะลงไปเช็ดกระจกอีกต่างหาก
ซึ่งจังหวะนั้นเองที่ คุณจะกลายเป็นเหยื่อไข่ของมิชฉาชีพทันที
วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553
10 หนทางให้คุณวางใจ...เกียร์ออโตเมติก
1. ควรเปลี่ยนถ่าย ATF ให้ได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
แม้ตามกำหนดที่โรงงานได้กำหนดไว้ในสมุดคู่มือถึง 40,000-45,000 km หรือราว 2-2 1/2 ปี ก็อย่าได้วางใจตามนั้น ด้วยว่าการจราจรของกรุงเทพฯ เรา ติดๆ ขัดๆ ความร้อนสะสมสูงเกือบตลอดการใช้งาน เดี๋ยว ON Gear หรือ OFF Gear อยู่โดยตลอดทั้งวัน นานๆ ทีถึงได้มีโอกาสยืดเส้นยืดสายออกทางไกลหรือขึ้นทางด่วนวันหยุดกับเขาหน่อย นึง
ความร้อนสะสมจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง และการใช้งานวิ่งๆ หยุดๆ ทำให้แรงดันน้ำมัน ATF สูง-ต่ำไม่คงที่ อุณหภูมิมักสูงตลอดเวลาจากแรงดันที่สูงๆ ต่ำๆ ดังนั้นการให้โอกาส AT (เกียร์ออโตเมติก) ได้ดื่มด่ำกับ ATF ใหม่ๆ สดๆ จึงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราปฏิบัติได้ไม่ยากครับ อย่าถือว่าสิ้นเปลืองเลยนะ
2. ไม่ควรโยกตำแหน่งเกียร์บ่อย
ควรให้โอกาสมันได้ทำ "หน้าที่อัตโนมัติ" ด้วยตัวของมันเองมากๆ หน่อย เพราะมันถูกออกแบบให้ทำงานตามลำดับขั้นตอนโดยใช้ความเร็วเป็นตัวกำหนดจังหวะ การเปลี่ยนเกียร์อยู่แล้วเป็นปกติวิสัย
มีเจ้าของรถบางท่านที่เชื่อคำโฆษณาว่าเกียร์ออโต้สมัยใหม่สามารถโยกเปลี่ยน ได้ตามใจชอบ ก็เลยเอานิสัยเดิมที่เคยใช้รถเกียร์ธรรมดามาใช้กับ AT คือเชนจ์ขึ้น-ลง ปรากฏว่า อายุเกียร์ไม่ข้ามปีที่ 2 หรือไม่เกิน 40,000 กม. ด้วยซ้ำครับ พัง! สาเหตุก็มาจากการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทั้งวันจนเป็นนิสัย ชิ้นส่วนภายในเครียดตลอดเวลา ความร้อนสูงจากแรงดัน ATF ที่สูงเกินไป ทำให้สึกหรอสูง จนแรงดัน ATF ไม่คงที่ ทุกอย่างพังหมดครับ และพังอย่างเร็วซะด้วยครับ!
บางท่านที่ไม่มากประสบการณ์ก็อาจเผลอกด Overdrive (เกียร์สำหรับลดรอบเครื่องยนต์) ไว้ทั้งวัน โดยมิได้สังเกตอาการก็มีครับ
3. ยุคหนึ่งเชื่อกันว่า ถ้าติดไฟแดงก็ควร "พักเกียร์"
ใช่ครับ ผมเองในอดีต 10 ปีก่อนก็ทำเช่นนี้บ่อยๆ คือเต็มใจปลดเกียร์เป็น N ทุกครั้งที่ติดไฟแดง โดยหวังว่าจะช่วยเป็นการพักเกียร์! แต่ความจริงกลับไม่ต้องทำเช่นนั้น
การใช้งาน AT ให้ยืนนาน ควรเข้าใจว่าทุกครั้งที่เรา "OFF Gear" น้ำมัน ATF จะหยุดแรงดันของมันทันทีครับ จำ "หลุมฉิ่ง" Orifice Valve ที่มีลูกปืนเม็ดเล็กๆ ทนๆ กลิ้งอุดและเปิดวาล์ว ATF ได้ไหมครับ ยามใดที่ ON Gear ลูกปืนในหลุมฉิ่งเหล่านี้จะเปิดให้ ATF ผ่านด้วยแรงดันน้ำมัน ATF ที่อัดอยู่เต็ม VB ( Valve body สมองเกียร์) เพื่อ hold ตำแหน่งเกียร์ D อยู่
แต่หากเราเข้าตำแหน่ง N เจ้า ATF ก็หยุดเดิน และไม่ "Standby" ลูกปืนเปิด-ปิด Orifice Valve ก็ปิดตัวลงนอนแอ้งแม้งใน "หลุมฉิ่ง" พอเราเข้าเกียร์ D เพื่อออกตัวในจังหวะไฟเขียว ...เท่านั้นละครับ ATF มันก็แย่งกันสูบฉีดด้วยแรงดันให้ไหลวกวนใน VB สมองเกียร์ จงคิดเอาเถิดครับว่า วันหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งที่คุณได้ทำเช่นนี้ แรงดัน ATF มันจะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ไม่ Constant สักที ของเหลว (ATF) เมื่อเคลื่อนตัวไหลไป-มาด้วยแรงดันบ่อยๆ ความร้อนก็ไม่คลายแต่กลับเพิ่มขึ้นๆ สี่แยกแล้วสี่แยกเล่า หยุดแล้วหยุดเล่า Orifice Valve ต้องทำงานตลอดเวลา เดี๋ยวไหลเดี๋ยวหยุดกะปริบกะปรอย มันจะทนไหวหรือครับ ต่อไปนี้ให้ทำอย่างนี้ครับ
หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควร "Hold D" เอาไว้ โดยเหยียบแป้นเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเข้า OFF Gear เป็น N อย่างน้อยก็ช่วยยืดอายุเกียร์ได้อีกโขเลยละครับ ด้วยวิธีง่ายๆนี้ จำไว้ต่อไปนี้หยุดแป๊บเดียวไม่ต้องปลดเกียร์
4. อย่าปลดให้เป็น N (ว่าง) เพื่อให้รถไหล เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันก่อนหยุดไฟแดง
วิธีช่วยประหยัดน้ำมันเช่นนี้ไม่ดีแน่ แม้จะดีบ้างกับความประหยัดเชื้อเพลิงลิตรละ 10-15 บาท แต่เกียร์ออโต้มันไม่ชอบ ควรปล่อยให้มัน ON Gear ไปจนถึงไฟแดงดีกว่าครับ แล้วแตะเบรกหยุดมันจะทนกว่ามากเลยครับ อีกอย่าง ความประหยัดเชื้อเพลิงด้วยวิธีไหลในตำแหน่ง N ก็ช่วยประหยัดแค่ 2-3% เท่านั้นเอง พูดถึงค่าซ่อมเกียร์ราว 2-3 หมื่น จะคุ้มหรือครับ!?
5. การ Take Off แบบในหนัง คือออกรถให้ล้อเอี๊ยดโชว์นั่นน่ะ อย่าทำเป็นอันขาด
สิ่งที่จะพังเร็วคือ FP (Friction Plate) ที่เรียงเป็นตับอยู่ในเรือนเกียร์ไงครับ มันจะสึกจากความร้อนที่เสียดสีฉับพลัน น้ำมัน ATF ก็ร้อนสูง (ฮีต) บ่อยๆ เข้า เจ้า FP ซึ่งหนาแค่ 2-3 มิลลิเมตร ก็ไหม้ได้ครับ นึกถึงภาพเบิ้ลคันเร่ง บรื้นๆๆ... ในขณะที่ AT อยู่ในตำแหน่ง N วัดรอบขึ้นไปตั้ง 3,000-5,000 rpm แล้วโยกมาที่ N ทันที "จ๊ากโชว์" ได้แน่ครับ แต่ตับไตไส้พุงของ AT มันจะพังคาที่ ในการทำเช่นนี้ไม่ถึง 10 ที ลำพังเจ้าของแบบเราๆ คงไม่ทำเช่นนี้ แต่กล่าวเผื่อไว้สำหรับวัยรุ่นรถซิ่งนะครับ แอบเอารถคุณพ่อคุณแม่ หรือเด็กอู่บางคนแอบเอารถลูกค้าไปซิ่งเล่น ปรากฏว่าพังครับ พังชั่วไม่ข้ามคืนนี้แหละครับ
ฉะนั้น อย่า Take Off เพื่อ Show Off เป็นอันขาดครับ!
6. ขณะลากจูง หรือใช้ระบบ "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" ควรศึกษาคู่มือให้ดี
ก่อนอื่นให้ทราบจากผู้ขาย หรือคำโฆษณา หรือคู่มือประจำรถก่อนว่าเขากำหนดความเร็วในการเล่นฟังก์ชันไว้เท่าใด
ในเกียร์ AT ยุคก่อน ในกรณีต้องลากจูงรถ เขาจะกำหนดความเร็วมักไม่เกิน 40 กม./ชม. ซึ่งเร็วแค่นี้จะไม่เป็นการทำลายเกียร์ ในรถรุ่นใหม่ เกียร์ CPU อาจลากได้เร็วขึ้นถึง 60-80 กม./ชม. แต่หากไม่แน่ใจ ควรลากไปเรื่อยๆ ที่ความเร็ว 40-50 กม./ชม. แค่นี้ดีมากครับ ไม่ว่าเกียร์ออโต้ของเราจะเป็นยุคไหนๆ ปลอดภัย ถนอมมันเอาไว้ก่อนจะดีกว่าครับ
ส่วนรถ OFF Road 4x4 ประดามีที่โฆษณากันว่าเปลี่ยนเป็นขับ 4 ล้อได้ ในขณะที่วิ่งเร็วๆ เราเจ้าของรถก็ควรเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า ในคู่มือกำหนดไว้เช่นไร ที่ความเร็วไม่เกินเท่าไร ก็สมควรปฏิบัติตามนั้นครับ
ฟังก์ชันเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อ มาเป็น 4 ล้อ ขณะรถวิ่งถูกเรียกว่า "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" จะกำหนดไว้เฉพาะการขับเคลื่อนจาก 2H มาเป็น 4H หรือจากขับเคลื่อนปกติ 2 High เป็น 4 High เท่านั้น ความเร็วที่โฆษณาไว้ก็แถวๆ 60-80 กม./ชม. ไม่ถึง 100 กม./ชม. เพราะอัตราทดเกียร์ของแต่ละยี่ห้อที่โฆษณา รวมถึงเส้นรอบวงจากขนาดของวงล้อก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงและถูกหลงลืม ดังนั้นควร "เมคชัวร์" ในการ Shift on the Fly หรือเปลี่ยนเกียร์จาก 2H มาเป็น 4H ด้วยการใช้ความเร็วต่ำๆ เข้าไว้จะชัวร์กว่า อย่าเปลี่ยนที่ความเร็วระดับ 100 เลยครับ เขาโฆษณาว่าทำได้จริงอยู่ แต่จะทำได้แค่ไหน หรืออายุเกียร์ AT จะทนในอายุการใช้งานเท่าใด เราผู้เป็นเจ้าของรถเท่านั้นที่รับผิดชอบ
หากทำอะไรในความเร็วที่เกินเลยไป บางทีรถอาจพลิกคว่ำในความเร็วขณะที่เปลี่ยน 2H เป็น 4H หรือไม่ก็เกียร์ AT อาจพังเร็วขึ้น
ที่แน่ๆ หากจะใช้ Shift on the Fly (เปลี่ยนจาก 2H เป็น 4H) ขณะรถวิ่ง ควรให้ตำแหน่งเกียร์อยู่ที่ D (อย่าไปที่ D อื่นๆ) และความเร็วแถวๆ 40-50 กม./ชม. ก็จะดี อย่าเชื่อโฆษณาอย่างเดียว ควรใช้หลักความจริงของเกียร์ AT เข้าไว้ครับ
7. ไม่ควรใส่อะไรผสมลงไปใน ATF ..หัวเชื้อน้ำมันเกียร์ AT ?!
เพราะเกียร์ AT ต่างกับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (Manaul 5 Speed) ที่เราเคยใช้ เจ้าอย่างหลังนี่มีหัวเชื้อดีๆ (Additive Fluid) ก็จะช่วยให้ชุดเกียร์หมุนลื่น หมุนเงียบขึ้น แน่นอนครับ เกียร์ธรรมดาถ้าหมุนคล่อง ลื่นดี เกียร์เข้าง่าย เชนจ์เกียร์ได้ฉับไว ขับได้สนุก
แต่เกียร์ AT มันไม่สนครับ เพราะ FP Friction Plate ทำหน้าที่ตามชื่อของมันอยู่แล้ว ความลื่นเหลือล้นในน้ำมัน ATF จึงห้ามเด็ดขาด ควรยืนยันใช้เบอร์เดียว มาตรฐานเดียวกับที่สมุดคู่มือประจำรถกำหนดไว้เท่านั้น อย่างยิ่ง หรือหย่อนจากที่กำหนดในคู่มือโดยเด็ดขาด
อ้อ คำถามที่ว่าน้ำมัน ATF แบบสังเคราะห์สมัยใหม่ที่เหนือมาตรฐานกำหนด ใช้ได้หรือไม่นั้น ควรสอบถามศูนย์บริการหรือผู้ชำนาญดูก่อนครับ แต่หากเป็นผม ผมยังคงยืนยันใช้ตาม spec เดิมครับ เพียงแต่ขยันเปลี่ยนหน่อยเท่านั้นเอง
8. ก่อนเข้า D ควรเหยียบแป้นเบรกไว้ก่อนหรือไม่?
ก็ได้ครับ จะเหยียบก็ได้ หรือไม่ต้องก็ได้ ในกรณีที่เหยียบแป้นเบรกไว้ก็เพื่อไม่ให้รถกระตุกในขณะที่เข้า D เท่านั้นเอง หากเป็นรถเก่า เกียร์รุ่นเก่าๆ เวลา On gear จะกระตุกจนตกใจ ก็ควรเหยียบแป้นเบรกให้เป็นนิสัยก่อนเข้า D เพราะเกียร์ AT รุ่นเก่าจะกระตุกมากจนน่ารำคาญ รวมไปถึงเกียร์ AT ที่มีอายุการใช้งานมานมนานหลายปีอาจมีอาการสึกหรอให้เห็นชัดด้วยอาการกระตุก อย่างแรงน่ารำคาญ การเหยียบแป้นเบรกเพื่อช่วย On gear ด้วยความนุ่มนวลไว้ก่อนเข้า D ก็เป็นสิ่งที่น่าทำ ส่วนจำเป็นมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่กรณีครับ แต่ผมเหยียบแป้นเบรกจนเป็นนิสัยก็ไม่ลำบากแต่อย่างใดครับ
9. หมั่นสังเกตอาการกระตุกของ AT
ยามใดที่เรารู้สึกว่าเกียร์ AT ที่เราใช้อยู่ทุกวันมันเกิดกระตุกยิ่งกว่าเดิม อย่าวางใจนะครับ ควรพบช่างเพื่อปรับตั้ง "Vacuum Control : VC" ทันที อย่าแกล้งเมิน บางทีอาการกระตุกของ AT จะหายได้ง่ายๆ ด้วยการปรับตั้ง VC เท่านั้นเอง แป๊บเดียวก็เสร็จ
แต่ถ้าหาก VC ถูกใช้มานานหลายปีดีดักแล้วละก็ สมควรสั่งอะไหล่มาเปลี่ยนใหม่ครับ ไม่ควรซ่อม เพราะชื่อมันก็บอกครับว่าเป็น Vacuum ซึ่งความหมายก็คือ มันทำงานด้วยสุญญากาศเท่านั้น เสียแล้ว เสื่อมแล้ว รั่วแล้วซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยกชุดของแท้ครับ
แต่หากเปลี่ยน VC ใหม่ยกชุดแล้ว ยังมีอาการ คราวนี้ก็ควรล้างสมองเกียร์ VB ด้วยน้ำยา Flush & Fill สักที หากไม่ปล่อยให้อาการนี้เกิดขึ้นนานจนลำบากยุ่งยากละก็ แค่ล้างด้วยน้ำมัน Flush & Fill เดี๋ยวเดียว ชุด VB สมองเกียร์ ก็สะอาดเอี่ยมอีกครั้ง ไม่กระตุกอีกต่อไปชั่วระยะเวลาอีกนานปี
10. หลังจากสตาร์ทรถเกียร์ AT แล้ว อย่าผละออกจากรถไปที่อื่น !
บางครั้งเจ้าของรถอาจเผลอเข้าตำแหน่ง D เอาไว้โดยไม่รู้ตัว ลำพังเมื่อเปิด แอร์ เอาไว้ เจ้าอุปกรณ์ Idle UP Speed หรือเรียกกันว่า "Vacuum Air" อาจตัดเอาดื้อๆ เพราะอุณหภูมิความเย็นหนาวของแอร์แต่ละเวลา เย็นเร็วเย็นช้าไม่เท่ากัน ที่ตำแหน่งเกียร์ D บางครั้งเมื่อมีโหลดแอร์ รถเราถูกโหลดด้วยการเปิดแอร์ รถก็อาจจะหยุดนิ่งได้ แต่พอ Vacuum Air ตัด เครื่องยนต์ก็ปลดโหลดแอร์ไปอีกหน่อย รอบเครื่องยนต์เร่งขึ้นเอง ราว 500-700 rpm ก็อาจจะส่งผลโดยตรงให้เกียร์ ON D ทันที รถอาจวิ่งออกไปได้ดื้อๆ
หรือบางทีโรงจอดรถเป็นเนินลาดขึ้น พอ Vacuum Air ตัด รอบก็เร่ง 500-700 rpm อาจจะทำให้รถวิ่งเองได้ด้วยเกียร์ D ที่เผลอเข้าเอาไว้ เรื่องไม่เป็นเรื่องก็มักเป็นเรื่องพาดหัวหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ครับ ผมเคยโดนกับตัวคือ เผลอ ON D เอาไว้ แล้วรถมันวิ่งไปเอง! เร็วเสียด้วยครับ ในระดับความเร็วสัก 15 กม./ชม. ปีนฟุตบาทชนรั้วข้างบ้านเฉยเลยครับ ...เฮ้อ...
ยังมีเรื่องราวอีกมากมายหลายหลากที่เป็นเรื่องง่ายดายที่เราควรเข้าใจ ซึ่งใน "DIY คุณก็ทำได้" ฉบับหน้าจะได้นำเอาเรื่อง "วิธีตรวจตราดูแลเครื่องยนต์หัวฉีด" ด้วยตัวคุณเอง เนื้อหาเหมือนเดิมครับ
แม้ตามกำหนดที่โรงงานได้กำหนดไว้ในสมุดคู่มือถึง 40,000-45,000 km หรือราว 2-2 1/2 ปี ก็อย่าได้วางใจตามนั้น ด้วยว่าการจราจรของกรุงเทพฯ เรา ติดๆ ขัดๆ ความร้อนสะสมสูงเกือบตลอดการใช้งาน เดี๋ยว ON Gear หรือ OFF Gear อยู่โดยตลอดทั้งวัน นานๆ ทีถึงได้มีโอกาสยืดเส้นยืดสายออกทางไกลหรือขึ้นทางด่วนวันหยุดกับเขาหน่อย นึง
ความร้อนสะสมจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง และการใช้งานวิ่งๆ หยุดๆ ทำให้แรงดันน้ำมัน ATF สูง-ต่ำไม่คงที่ อุณหภูมิมักสูงตลอดเวลาจากแรงดันที่สูงๆ ต่ำๆ ดังนั้นการให้โอกาส AT (เกียร์ออโตเมติก) ได้ดื่มด่ำกับ ATF ใหม่ๆ สดๆ จึงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราปฏิบัติได้ไม่ยากครับ อย่าถือว่าสิ้นเปลืองเลยนะ
2. ไม่ควรโยกตำแหน่งเกียร์บ่อย
ควรให้โอกาสมันได้ทำ "หน้าที่อัตโนมัติ" ด้วยตัวของมันเองมากๆ หน่อย เพราะมันถูกออกแบบให้ทำงานตามลำดับขั้นตอนโดยใช้ความเร็วเป็นตัวกำหนดจังหวะ การเปลี่ยนเกียร์อยู่แล้วเป็นปกติวิสัย
มีเจ้าของรถบางท่านที่เชื่อคำโฆษณาว่าเกียร์ออโต้สมัยใหม่สามารถโยกเปลี่ยน ได้ตามใจชอบ ก็เลยเอานิสัยเดิมที่เคยใช้รถเกียร์ธรรมดามาใช้กับ AT คือเชนจ์ขึ้น-ลง ปรากฏว่า อายุเกียร์ไม่ข้ามปีที่ 2 หรือไม่เกิน 40,000 กม. ด้วยซ้ำครับ พัง! สาเหตุก็มาจากการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทั้งวันจนเป็นนิสัย ชิ้นส่วนภายในเครียดตลอดเวลา ความร้อนสูงจากแรงดัน ATF ที่สูงเกินไป ทำให้สึกหรอสูง จนแรงดัน ATF ไม่คงที่ ทุกอย่างพังหมดครับ และพังอย่างเร็วซะด้วยครับ!
บางท่านที่ไม่มากประสบการณ์ก็อาจเผลอกด Overdrive (เกียร์สำหรับลดรอบเครื่องยนต์) ไว้ทั้งวัน โดยมิได้สังเกตอาการก็มีครับ
3. ยุคหนึ่งเชื่อกันว่า ถ้าติดไฟแดงก็ควร "พักเกียร์"
ใช่ครับ ผมเองในอดีต 10 ปีก่อนก็ทำเช่นนี้บ่อยๆ คือเต็มใจปลดเกียร์เป็น N ทุกครั้งที่ติดไฟแดง โดยหวังว่าจะช่วยเป็นการพักเกียร์! แต่ความจริงกลับไม่ต้องทำเช่นนั้น
การใช้งาน AT ให้ยืนนาน ควรเข้าใจว่าทุกครั้งที่เรา "OFF Gear" น้ำมัน ATF จะหยุดแรงดันของมันทันทีครับ จำ "หลุมฉิ่ง" Orifice Valve ที่มีลูกปืนเม็ดเล็กๆ ทนๆ กลิ้งอุดและเปิดวาล์ว ATF ได้ไหมครับ ยามใดที่ ON Gear ลูกปืนในหลุมฉิ่งเหล่านี้จะเปิดให้ ATF ผ่านด้วยแรงดันน้ำมัน ATF ที่อัดอยู่เต็ม VB ( Valve body สมองเกียร์) เพื่อ hold ตำแหน่งเกียร์ D อยู่
แต่หากเราเข้าตำแหน่ง N เจ้า ATF ก็หยุดเดิน และไม่ "Standby" ลูกปืนเปิด-ปิด Orifice Valve ก็ปิดตัวลงนอนแอ้งแม้งใน "หลุมฉิ่ง" พอเราเข้าเกียร์ D เพื่อออกตัวในจังหวะไฟเขียว ...เท่านั้นละครับ ATF มันก็แย่งกันสูบฉีดด้วยแรงดันให้ไหลวกวนใน VB สมองเกียร์ จงคิดเอาเถิดครับว่า วันหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งที่คุณได้ทำเช่นนี้ แรงดัน ATF มันจะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ไม่ Constant สักที ของเหลว (ATF) เมื่อเคลื่อนตัวไหลไป-มาด้วยแรงดันบ่อยๆ ความร้อนก็ไม่คลายแต่กลับเพิ่มขึ้นๆ สี่แยกแล้วสี่แยกเล่า หยุดแล้วหยุดเล่า Orifice Valve ต้องทำงานตลอดเวลา เดี๋ยวไหลเดี๋ยวหยุดกะปริบกะปรอย มันจะทนไหวหรือครับ ต่อไปนี้ให้ทำอย่างนี้ครับ
หากหยุดในชั่วแค่ 2-3 นาที ก็ควร "Hold D" เอาไว้ โดยเหยียบแป้นเบรกแทน แต่หากหยุดนานเกินกว่านี้ค่อยเข้า OFF Gear เป็น N อย่างน้อยก็ช่วยยืดอายุเกียร์ได้อีกโขเลยละครับ ด้วยวิธีง่ายๆนี้ จำไว้ต่อไปนี้หยุดแป๊บเดียวไม่ต้องปลดเกียร์
4. อย่าปลดให้เป็น N (ว่าง) เพื่อให้รถไหล เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันก่อนหยุดไฟแดง
วิธีช่วยประหยัดน้ำมันเช่นนี้ไม่ดีแน่ แม้จะดีบ้างกับความประหยัดเชื้อเพลิงลิตรละ 10-15 บาท แต่เกียร์ออโต้มันไม่ชอบ ควรปล่อยให้มัน ON Gear ไปจนถึงไฟแดงดีกว่าครับ แล้วแตะเบรกหยุดมันจะทนกว่ามากเลยครับ อีกอย่าง ความประหยัดเชื้อเพลิงด้วยวิธีไหลในตำแหน่ง N ก็ช่วยประหยัดแค่ 2-3% เท่านั้นเอง พูดถึงค่าซ่อมเกียร์ราว 2-3 หมื่น จะคุ้มหรือครับ!?
5. การ Take Off แบบในหนัง คือออกรถให้ล้อเอี๊ยดโชว์นั่นน่ะ อย่าทำเป็นอันขาด
สิ่งที่จะพังเร็วคือ FP (Friction Plate) ที่เรียงเป็นตับอยู่ในเรือนเกียร์ไงครับ มันจะสึกจากความร้อนที่เสียดสีฉับพลัน น้ำมัน ATF ก็ร้อนสูง (ฮีต) บ่อยๆ เข้า เจ้า FP ซึ่งหนาแค่ 2-3 มิลลิเมตร ก็ไหม้ได้ครับ นึกถึงภาพเบิ้ลคันเร่ง บรื้นๆๆ... ในขณะที่ AT อยู่ในตำแหน่ง N วัดรอบขึ้นไปตั้ง 3,000-5,000 rpm แล้วโยกมาที่ N ทันที "จ๊ากโชว์" ได้แน่ครับ แต่ตับไตไส้พุงของ AT มันจะพังคาที่ ในการทำเช่นนี้ไม่ถึง 10 ที ลำพังเจ้าของแบบเราๆ คงไม่ทำเช่นนี้ แต่กล่าวเผื่อไว้สำหรับวัยรุ่นรถซิ่งนะครับ แอบเอารถคุณพ่อคุณแม่ หรือเด็กอู่บางคนแอบเอารถลูกค้าไปซิ่งเล่น ปรากฏว่าพังครับ พังชั่วไม่ข้ามคืนนี้แหละครับ
ฉะนั้น อย่า Take Off เพื่อ Show Off เป็นอันขาดครับ!
6. ขณะลากจูง หรือใช้ระบบ "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" ควรศึกษาคู่มือให้ดี
ก่อนอื่นให้ทราบจากผู้ขาย หรือคำโฆษณา หรือคู่มือประจำรถก่อนว่าเขากำหนดความเร็วในการเล่นฟังก์ชันไว้เท่าใด
ในเกียร์ AT ยุคก่อน ในกรณีต้องลากจูงรถ เขาจะกำหนดความเร็วมักไม่เกิน 40 กม./ชม. ซึ่งเร็วแค่นี้จะไม่เป็นการทำลายเกียร์ ในรถรุ่นใหม่ เกียร์ CPU อาจลากได้เร็วขึ้นถึง 60-80 กม./ชม. แต่หากไม่แน่ใจ ควรลากไปเรื่อยๆ ที่ความเร็ว 40-50 กม./ชม. แค่นี้ดีมากครับ ไม่ว่าเกียร์ออโต้ของเราจะเป็นยุคไหนๆ ปลอดภัย ถนอมมันเอาไว้ก่อนจะดีกว่าครับ
ส่วนรถ OFF Road 4x4 ประดามีที่โฆษณากันว่าเปลี่ยนเป็นขับ 4 ล้อได้ ในขณะที่วิ่งเร็วๆ เราเจ้าของรถก็ควรเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า ในคู่มือกำหนดไว้เช่นไร ที่ความเร็วไม่เกินเท่าไร ก็สมควรปฏิบัติตามนั้นครับ
ฟังก์ชันเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2 ล้อ มาเป็น 4 ล้อ ขณะรถวิ่งถูกเรียกว่า "Fly in Four" หรือ "Shift on the Fly" จะกำหนดไว้เฉพาะการขับเคลื่อนจาก 2H มาเป็น 4H หรือจากขับเคลื่อนปกติ 2 High เป็น 4 High เท่านั้น ความเร็วที่โฆษณาไว้ก็แถวๆ 60-80 กม./ชม. ไม่ถึง 100 กม./ชม. เพราะอัตราทดเกียร์ของแต่ละยี่ห้อที่โฆษณา รวมถึงเส้นรอบวงจากขนาดของวงล้อก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงและถูกหลงลืม ดังนั้นควร "เมคชัวร์" ในการ Shift on the Fly หรือเปลี่ยนเกียร์จาก 2H มาเป็น 4H ด้วยการใช้ความเร็วต่ำๆ เข้าไว้จะชัวร์กว่า อย่าเปลี่ยนที่ความเร็วระดับ 100 เลยครับ เขาโฆษณาว่าทำได้จริงอยู่ แต่จะทำได้แค่ไหน หรืออายุเกียร์ AT จะทนในอายุการใช้งานเท่าใด เราผู้เป็นเจ้าของรถเท่านั้นที่รับผิดชอบ
หากทำอะไรในความเร็วที่เกินเลยไป บางทีรถอาจพลิกคว่ำในความเร็วขณะที่เปลี่ยน 2H เป็น 4H หรือไม่ก็เกียร์ AT อาจพังเร็วขึ้น
ที่แน่ๆ หากจะใช้ Shift on the Fly (เปลี่ยนจาก 2H เป็น 4H) ขณะรถวิ่ง ควรให้ตำแหน่งเกียร์อยู่ที่ D (อย่าไปที่ D อื่นๆ) และความเร็วแถวๆ 40-50 กม./ชม. ก็จะดี อย่าเชื่อโฆษณาอย่างเดียว ควรใช้หลักความจริงของเกียร์ AT เข้าไว้ครับ
7. ไม่ควรใส่อะไรผสมลงไปใน ATF ..หัวเชื้อน้ำมันเกียร์ AT ?!
เพราะเกียร์ AT ต่างกับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (Manaul 5 Speed) ที่เราเคยใช้ เจ้าอย่างหลังนี่มีหัวเชื้อดีๆ (Additive Fluid) ก็จะช่วยให้ชุดเกียร์หมุนลื่น หมุนเงียบขึ้น แน่นอนครับ เกียร์ธรรมดาถ้าหมุนคล่อง ลื่นดี เกียร์เข้าง่าย เชนจ์เกียร์ได้ฉับไว ขับได้สนุก
แต่เกียร์ AT มันไม่สนครับ เพราะ FP Friction Plate ทำหน้าที่ตามชื่อของมันอยู่แล้ว ความลื่นเหลือล้นในน้ำมัน ATF จึงห้ามเด็ดขาด ควรยืนยันใช้เบอร์เดียว มาตรฐานเดียวกับที่สมุดคู่มือประจำรถกำหนดไว้เท่านั้น อย่างยิ่ง หรือหย่อนจากที่กำหนดในคู่มือโดยเด็ดขาด
อ้อ คำถามที่ว่าน้ำมัน ATF แบบสังเคราะห์สมัยใหม่ที่เหนือมาตรฐานกำหนด ใช้ได้หรือไม่นั้น ควรสอบถามศูนย์บริการหรือผู้ชำนาญดูก่อนครับ แต่หากเป็นผม ผมยังคงยืนยันใช้ตาม spec เดิมครับ เพียงแต่ขยันเปลี่ยนหน่อยเท่านั้นเอง
8. ก่อนเข้า D ควรเหยียบแป้นเบรกไว้ก่อนหรือไม่?
ก็ได้ครับ จะเหยียบก็ได้ หรือไม่ต้องก็ได้ ในกรณีที่เหยียบแป้นเบรกไว้ก็เพื่อไม่ให้รถกระตุกในขณะที่เข้า D เท่านั้นเอง หากเป็นรถเก่า เกียร์รุ่นเก่าๆ เวลา On gear จะกระตุกจนตกใจ ก็ควรเหยียบแป้นเบรกให้เป็นนิสัยก่อนเข้า D เพราะเกียร์ AT รุ่นเก่าจะกระตุกมากจนน่ารำคาญ รวมไปถึงเกียร์ AT ที่มีอายุการใช้งานมานมนานหลายปีอาจมีอาการสึกหรอให้เห็นชัดด้วยอาการกระตุก อย่างแรงน่ารำคาญ การเหยียบแป้นเบรกเพื่อช่วย On gear ด้วยความนุ่มนวลไว้ก่อนเข้า D ก็เป็นสิ่งที่น่าทำ ส่วนจำเป็นมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่กรณีครับ แต่ผมเหยียบแป้นเบรกจนเป็นนิสัยก็ไม่ลำบากแต่อย่างใดครับ
9. หมั่นสังเกตอาการกระตุกของ AT
ยามใดที่เรารู้สึกว่าเกียร์ AT ที่เราใช้อยู่ทุกวันมันเกิดกระตุกยิ่งกว่าเดิม อย่าวางใจนะครับ ควรพบช่างเพื่อปรับตั้ง "Vacuum Control : VC" ทันที อย่าแกล้งเมิน บางทีอาการกระตุกของ AT จะหายได้ง่ายๆ ด้วยการปรับตั้ง VC เท่านั้นเอง แป๊บเดียวก็เสร็จ
แต่ถ้าหาก VC ถูกใช้มานานหลายปีดีดักแล้วละก็ สมควรสั่งอะไหล่มาเปลี่ยนใหม่ครับ ไม่ควรซ่อม เพราะชื่อมันก็บอกครับว่าเป็น Vacuum ซึ่งความหมายก็คือ มันทำงานด้วยสุญญากาศเท่านั้น เสียแล้ว เสื่อมแล้ว รั่วแล้วซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยกชุดของแท้ครับ
แต่หากเปลี่ยน VC ใหม่ยกชุดแล้ว ยังมีอาการ คราวนี้ก็ควรล้างสมองเกียร์ VB ด้วยน้ำยา Flush & Fill สักที หากไม่ปล่อยให้อาการนี้เกิดขึ้นนานจนลำบากยุ่งยากละก็ แค่ล้างด้วยน้ำมัน Flush & Fill เดี๋ยวเดียว ชุด VB สมองเกียร์ ก็สะอาดเอี่ยมอีกครั้ง ไม่กระตุกอีกต่อไปชั่วระยะเวลาอีกนานปี
10. หลังจากสตาร์ทรถเกียร์ AT แล้ว อย่าผละออกจากรถไปที่อื่น !
บางครั้งเจ้าของรถอาจเผลอเข้าตำแหน่ง D เอาไว้โดยไม่รู้ตัว ลำพังเมื่อเปิด แอร์ เอาไว้ เจ้าอุปกรณ์ Idle UP Speed หรือเรียกกันว่า "Vacuum Air" อาจตัดเอาดื้อๆ เพราะอุณหภูมิความเย็นหนาวของแอร์แต่ละเวลา เย็นเร็วเย็นช้าไม่เท่ากัน ที่ตำแหน่งเกียร์ D บางครั้งเมื่อมีโหลดแอร์ รถเราถูกโหลดด้วยการเปิดแอร์ รถก็อาจจะหยุดนิ่งได้ แต่พอ Vacuum Air ตัด เครื่องยนต์ก็ปลดโหลดแอร์ไปอีกหน่อย รอบเครื่องยนต์เร่งขึ้นเอง ราว 500-700 rpm ก็อาจจะส่งผลโดยตรงให้เกียร์ ON D ทันที รถอาจวิ่งออกไปได้ดื้อๆ
หรือบางทีโรงจอดรถเป็นเนินลาดขึ้น พอ Vacuum Air ตัด รอบก็เร่ง 500-700 rpm อาจจะทำให้รถวิ่งเองได้ด้วยเกียร์ D ที่เผลอเข้าเอาไว้ เรื่องไม่เป็นเรื่องก็มักเป็นเรื่องพาดหัวหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ครับ ผมเคยโดนกับตัวคือ เผลอ ON D เอาไว้ แล้วรถมันวิ่งไปเอง! เร็วเสียด้วยครับ ในระดับความเร็วสัก 15 กม./ชม. ปีนฟุตบาทชนรั้วข้างบ้านเฉยเลยครับ ...เฮ้อ...
ยังมีเรื่องราวอีกมากมายหลายหลากที่เป็นเรื่องง่ายดายที่เราควรเข้าใจ ซึ่งใน "DIY คุณก็ทำได้" ฉบับหน้าจะได้นำเอาเรื่อง "วิธีตรวจตราดูแลเครื่องยนต์หัวฉีด" ด้วยตัวคุณเอง เนื้อหาเหมือนเดิมครับ
วันรับรถต้องเช็คอะไรบ้าง
วันรับรถต้องเช็คอะไรบ้าง
ของแถมทั้งหมด เช่นฟิลม์กรองแสง ผ้ายางปูพื้น,ล็อกเกียร์, อย่าลืมดูเครื่องมือที่ติดมากับตัวรถ(ไขควง,แม่แรง)
และวันออกรถ อย่าลืมพวงมาลัย+ธูปเทียน สำหรับไหว้ศาลพระภูมิที่โชว์รูม เพื่อขอเอารถออก และพวงมาลัยสำหรับรถที่เราออกด้วย
แล้วก็เงินเติมน้ำมันด้วย โชว์รูมมันเติมมาให้แทบจะขับไม่ถึงปั๊ม ออกมาเจอรถติด ถ้าไม่ถึงปั๊มแล้วน้ำมันหมดอดไปต่อนะครับ
เดินดูรอบๆรถ สตาร์ทเครื่อง เปิด-ปิดไฟ แอร์ วิทยุ เทป เปิดฝากระโปรงชะโงกดูซะหน่อย ว่าเรียบร้อยดีไหม
ภายนอก ดูเรื่องความเนี้ยบการประกอบ ว่ามีความปราณีตเพียงใด ขอบฝากระโปรง ขอบกันชน ขอบประตู ต้องราบเรียบเท่ากัน สีรถต้องไม่มีรอยแมวข่วน ที่อาจเกิดขึ้นจากขึ้นตอนการประกอบหรือขนส่ง ดูด้วยตาให้รอบคัน ก้มดูช่วงล่วงด้วย
ภายใน ดูขอบยางประตู การประกอบที่นั่งเบาะนั่ง แผงคอนโซลต่างๆ ว่าเนี้ยบมั้ย จากนั้นเปิดกุญแจไปตำแหน่ง ON ดูว่าไปสัญญาณติดครบหรือเปล่า ลองเล่นเครื่องเสียงภายในรถยนต์ดูว่าใช้งานได้มั้ย จากนั้นปิดประตูรถแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ ดูสิว่ามีเสียงอะไรดังเล็ดรอดเข้ามาหรือเปล่า เปิดแอร์ดูสิว่าใช้งานได้มั้ย เย็นมั้ย มีเสียงคอมเพรสเซอร์ดังผิดปกติหรือเปล่า แล้วก็ออกไปฟังเสียงเครื่องยนต์ว่า ดังผิดปกติหรือเปล่า จากนั้นลองขับดู
อย่าดีใจจนออกนอกหน้าว่าจะได้ถอยป้ายแดงแล้ว เพราะจะทำให้คุณ ยอมรับข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆ ได้ เมื่อ คุณเซ็นต์เอกสารรับรถแล้ว เมื่อไม่พอใจหรือรถมีปัญหา คุณก็จะเสียเวลาไป Claim ที่ศูนย์อีก เมื่อนั้นอาจพบปัญหาเรื่องความล่าช้าอะไหล่ไม่มีให้รอไปก่อน
สรุป ตาดู มือคลำ หูฟัง เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ
ถ้าเป็นปัญหาที่เครื่องยนต์หรือส่วนอื่นที่ซับซ้อนก็ดีซึ่งเราอาจจะไม่รู้ ก็อาจเข้าศูนย์ภายหลังได้ครับ
มาต่อกันที่วิธีดูและตรวจเช็จแต่ละจุดโดยละเอียดครับ
1.ตัวถัง
1.1 ดูขอบ, สันข้างรถว่าแนวยังตรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างประตู และตัวถัง
1.2 เปิด/ปิดประตูครบทุกบาน และกระโปรงหน้า-หลัง ได้ดี /ล็อคเด็กประตูหลัง
1.3 มีสนิมบริเวณขอบประตูแต่ละบานหรือไม่ แค่ไหน
1.4 เห็นรอยสีใหม่พ่นทับสีเก่าในบริเวณขอบประตูหรือไม่ (ถ้ามีขอบยางกันกระแทกลองแง้มดู)
2. กระจก
2.1 กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)
2.2 กระจกมีรอยร้าวกระเทาะหรือไม่อาจจะนําไปสู่การแตกง่ายในอนาคต
2.3 ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.4 ยางปัดนํ้าฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่
2.5 ที่ปัดนํ้าฝนยังใช้งานได้ดี
2.6 ที่ฉีดนํ้าล้างกระจกยังใช้งานได้ดี
2.7 กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ / พับยังไง ให้แสดงให้ดู
3. ยางและล้อ
3.1 เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร / ปียางที่ผลิต / รอยวิ่งของยาง
3.2 ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่ / Max เก่า ใหม่
3.3 แม่แรง / ล้ออะไหล่ / ประแจ / เครื่องมือประจำรถครบหรือไม่
4. กลไกขับเคลื่อน
4.1 เครื่องยนต์เดินเรียบ
4.2 ความร้อนไม่ขึ้นสูง
4.3 เข้าเกียร์ได้ครบ
4.4 เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
4.5 พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว
4.6 เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง
4.7 คลัชไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป
4.8 ที่เปิดฝาเติมน้ำมันเปิดตรงใหน-สาธิตให้ดูด้วย
5. ระบบปรับอากาศ
5.1 แอร์เย็น / ปรับอุณหภูมิได้
6. ห้องเครื่อง
6.1 สายพานต่างๆ ลอง Start เครื่องฟังเสียงดู เร่งเครื่อง
6.2 หมายเลขเครื่อง / หมายเลขตัวถัง / ให้เขาชี้ให้ดู
6.3 แผ่นกันความร้อนมีให้หรือไม่-ราคาเท่าไร-แถมได้มั๊ย
7. ระดับของของเหลวต่างๆ
7.1 น้ำมันเบรค/ น้ำมันเครื่อง/ น้ำมันเกียร์/ น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ / น้ำหม้อน้ำ /น้ำฉีดกระจก/ ถามให้รู้ว่าระดับของของเหลวแค่ละอันอยู่ตรงไหน
8. ภายใน
8.1 คอนโซลและหน้าปัดเป็นรอยขูดขีดหรือไม่ / หน้าปัดหลักๆยังใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น เข็มความเร็ว เข็มนํ้ามัน เข็มไมล์ ไฟเบรคมือ เข็มความร้อน
8.2 เบาะปรับได้ท่าทีถนัด / เข็มขัดนิรภัย ลองปรับ+กระตุก
8.3 กระจกมองหลังและข้างปรับได้ทัศน์วิสัยที่ดี/ กระจกข้างปรับได้ ลองพับ /กุญแจรีโมท Central Lock
8.4 ยางปูพื้นติดรถมาแบบไหน
8.5 วิทยุติดรถ/ ทดสอบแอร์ ลองแรงลมทุกระดับ ที่วัดอุณภูมิภายใน-นอก /กดแตร / ที่ปัดน้ำฝน INT/ ไฟเบรคดวงที่ 3/ ไล่ฝ้าหลัง ข้าง ลองกดแล้วจับดูว่าร้อนไหม…../หมุนพวงมาลัยดูจนสุด 2 ด้านมีเสียงดังปรับ ไกล-ใกล้ สูง-ต่ำ/ วิทยุ CD ลองฟังแยกทุกจุดว่า OK/ กระจกไฟฟ้า 4 บาน กระจกข้างปรับได้ ลองพับ / ป้องกันหนีบ/ สัญญานเตือนไฟเปิด ประตู/เปิด คาดเข็มขัด เบรกมือ นาฬิกา/ กุญแจรีโมท Central Lock/ ไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ / ที่เปิดกระโปรง หน้า หลัง ฝาน้ำมันอยู่ตรงใหน / ช่องเก็บของต่างๆเปิด-ปิด ได้ดีหรือไม่
9. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
9.1 ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน
9.2 ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง
9.3 ไฟเบรคใช้งานได้
9.4 ไฟถอยหลังใช้งานได้
10. เอกสารต่างๆ
10.1 สมุดทะเบียน/ ใบโอนรถ / เอกสารประกันภัย / พรบ. /ใบเสร็จรับเงินค่าdown/ ใบเสร็จค่ามัดจำป้ายแดง / สมุดคู่มือป้ายแดง/ ป้ายแดงมีตรา ขส / เอกสารการรับ /ประกันอุปกรณ์รถ และเช็คระยะฟรี / คู่มือรถ
10.2 smart card บางที่...อาจอ้างว่ายังไม่ได้...ให้มารับวันเช็ค 1000 โล นั่นเป็นเพราะเขาต้องการให้กลับไปเช็คที่เขา smart card มันมากับรถตั้งแต่ออกจากโรงงานแล้ว....ถ้าไม่ได้ทวงเลยครับ
ของแถมทั้งหมด เช่นฟิลม์กรองแสง ผ้ายางปูพื้น,ล็อกเกียร์, อย่าลืมดูเครื่องมือที่ติดมากับตัวรถ(ไขควง,แม่แรง)
และวันออกรถ อย่าลืมพวงมาลัย+ธูปเทียน สำหรับไหว้ศาลพระภูมิที่โชว์รูม เพื่อขอเอารถออก และพวงมาลัยสำหรับรถที่เราออกด้วย
แล้วก็เงินเติมน้ำมันด้วย โชว์รูมมันเติมมาให้แทบจะขับไม่ถึงปั๊ม ออกมาเจอรถติด ถ้าไม่ถึงปั๊มแล้วน้ำมันหมดอดไปต่อนะครับ
เดินดูรอบๆรถ สตาร์ทเครื่อง เปิด-ปิดไฟ แอร์ วิทยุ เทป เปิดฝากระโปรงชะโงกดูซะหน่อย ว่าเรียบร้อยดีไหม
ภายนอก ดูเรื่องความเนี้ยบการประกอบ ว่ามีความปราณีตเพียงใด ขอบฝากระโปรง ขอบกันชน ขอบประตู ต้องราบเรียบเท่ากัน สีรถต้องไม่มีรอยแมวข่วน ที่อาจเกิดขึ้นจากขึ้นตอนการประกอบหรือขนส่ง ดูด้วยตาให้รอบคัน ก้มดูช่วงล่วงด้วย
ภายใน ดูขอบยางประตู การประกอบที่นั่งเบาะนั่ง แผงคอนโซลต่างๆ ว่าเนี้ยบมั้ย จากนั้นเปิดกุญแจไปตำแหน่ง ON ดูว่าไปสัญญาณติดครบหรือเปล่า ลองเล่นเครื่องเสียงภายในรถยนต์ดูว่าใช้งานได้มั้ย จากนั้นปิดประตูรถแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ ดูสิว่ามีเสียงอะไรดังเล็ดรอดเข้ามาหรือเปล่า เปิดแอร์ดูสิว่าใช้งานได้มั้ย เย็นมั้ย มีเสียงคอมเพรสเซอร์ดังผิดปกติหรือเปล่า แล้วก็ออกไปฟังเสียงเครื่องยนต์ว่า ดังผิดปกติหรือเปล่า จากนั้นลองขับดู
อย่าดีใจจนออกนอกหน้าว่าจะได้ถอยป้ายแดงแล้ว เพราะจะทำให้คุณ ยอมรับข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆ ได้ เมื่อ คุณเซ็นต์เอกสารรับรถแล้ว เมื่อไม่พอใจหรือรถมีปัญหา คุณก็จะเสียเวลาไป Claim ที่ศูนย์อีก เมื่อนั้นอาจพบปัญหาเรื่องความล่าช้าอะไหล่ไม่มีให้รอไปก่อน
สรุป ตาดู มือคลำ หูฟัง เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ
ถ้าเป็นปัญหาที่เครื่องยนต์หรือส่วนอื่นที่ซับซ้อนก็ดีซึ่งเราอาจจะไม่รู้ ก็อาจเข้าศูนย์ภายหลังได้ครับ
มาต่อกันที่วิธีดูและตรวจเช็จแต่ละจุดโดยละเอียดครับ
1.ตัวถัง
1.1 ดูขอบ, สันข้างรถว่าแนวยังตรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างประตู และตัวถัง
1.2 เปิด/ปิดประตูครบทุกบาน และกระโปรงหน้า-หลัง ได้ดี /ล็อคเด็กประตูหลัง
1.3 มีสนิมบริเวณขอบประตูแต่ละบานหรือไม่ แค่ไหน
1.4 เห็นรอยสีใหม่พ่นทับสีเก่าในบริเวณขอบประตูหรือไม่ (ถ้ามีขอบยางกันกระแทกลองแง้มดู)
2. กระจก
2.1 กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)
2.2 กระจกมีรอยร้าวกระเทาะหรือไม่อาจจะนําไปสู่การแตกง่ายในอนาคต
2.3 ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.4 ยางปัดนํ้าฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่
2.5 ที่ปัดนํ้าฝนยังใช้งานได้ดี
2.6 ที่ฉีดนํ้าล้างกระจกยังใช้งานได้ดี
2.7 กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ / พับยังไง ให้แสดงให้ดู
3. ยางและล้อ
3.1 เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร / ปียางที่ผลิต / รอยวิ่งของยาง
3.2 ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่ / Max เก่า ใหม่
3.3 แม่แรง / ล้ออะไหล่ / ประแจ / เครื่องมือประจำรถครบหรือไม่
4. กลไกขับเคลื่อน
4.1 เครื่องยนต์เดินเรียบ
4.2 ความร้อนไม่ขึ้นสูง
4.3 เข้าเกียร์ได้ครบ
4.4 เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
4.5 พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว
4.6 เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง
4.7 คลัชไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป
4.8 ที่เปิดฝาเติมน้ำมันเปิดตรงใหน-สาธิตให้ดูด้วย
5. ระบบปรับอากาศ
5.1 แอร์เย็น / ปรับอุณหภูมิได้
6. ห้องเครื่อง
6.1 สายพานต่างๆ ลอง Start เครื่องฟังเสียงดู เร่งเครื่อง
6.2 หมายเลขเครื่อง / หมายเลขตัวถัง / ให้เขาชี้ให้ดู
6.3 แผ่นกันความร้อนมีให้หรือไม่-ราคาเท่าไร-แถมได้มั๊ย
7. ระดับของของเหลวต่างๆ
7.1 น้ำมันเบรค/ น้ำมันเครื่อง/ น้ำมันเกียร์/ น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ / น้ำหม้อน้ำ /น้ำฉีดกระจก/ ถามให้รู้ว่าระดับของของเหลวแค่ละอันอยู่ตรงไหน
8. ภายใน
8.1 คอนโซลและหน้าปัดเป็นรอยขูดขีดหรือไม่ / หน้าปัดหลักๆยังใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น เข็มความเร็ว เข็มนํ้ามัน เข็มไมล์ ไฟเบรคมือ เข็มความร้อน
8.2 เบาะปรับได้ท่าทีถนัด / เข็มขัดนิรภัย ลองปรับ+กระตุก
8.3 กระจกมองหลังและข้างปรับได้ทัศน์วิสัยที่ดี/ กระจกข้างปรับได้ ลองพับ /กุญแจรีโมท Central Lock
8.4 ยางปูพื้นติดรถมาแบบไหน
8.5 วิทยุติดรถ/ ทดสอบแอร์ ลองแรงลมทุกระดับ ที่วัดอุณภูมิภายใน-นอก /กดแตร / ที่ปัดน้ำฝน INT/ ไฟเบรคดวงที่ 3/ ไล่ฝ้าหลัง ข้าง ลองกดแล้วจับดูว่าร้อนไหม…../หมุนพวงมาลัยดูจนสุด 2 ด้านมีเสียงดังปรับ ไกล-ใกล้ สูง-ต่ำ/ วิทยุ CD ลองฟังแยกทุกจุดว่า OK/ กระจกไฟฟ้า 4 บาน กระจกข้างปรับได้ ลองพับ / ป้องกันหนีบ/ สัญญานเตือนไฟเปิด ประตู/เปิด คาดเข็มขัด เบรกมือ นาฬิกา/ กุญแจรีโมท Central Lock/ ไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ / ที่เปิดกระโปรง หน้า หลัง ฝาน้ำมันอยู่ตรงใหน / ช่องเก็บของต่างๆเปิด-ปิด ได้ดีหรือไม่
9. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
9.1 ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน
9.2 ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง
9.3 ไฟเบรคใช้งานได้
9.4 ไฟถอยหลังใช้งานได้
10. เอกสารต่างๆ
10.1 สมุดทะเบียน/ ใบโอนรถ / เอกสารประกันภัย / พรบ. /ใบเสร็จรับเงินค่าdown/ ใบเสร็จค่ามัดจำป้ายแดง / สมุดคู่มือป้ายแดง/ ป้ายแดงมีตรา ขส / เอกสารการรับ /ประกันอุปกรณ์รถ และเช็คระยะฟรี / คู่มือรถ
10.2 smart card บางที่...อาจอ้างว่ายังไม่ได้...ให้มารับวันเช็ค 1000 โล นั่นเป็นเพราะเขาต้องการให้กลับไปเช็คที่เขา smart card มันมากับรถตั้งแต่ออกจากโรงงานแล้ว....ถ้าไม่ได้ทวงเลยครับ
วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถ
กรณีที่ 1 เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถ มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้...
1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
2. ถอนคันเร่งออก
3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะว่า จะทำให้รถหมุน
5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัว
และจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น อาจเสียหลักเพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัด
แรงบิดของเครื่องยนต์ ให้ขาดจากเพลา
6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถ
ข้อสังเกตเมื่อยางระเบิด คือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้าย
รถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับ และสะบัดไปด้านซ้ายอีกที สลับกันไปมาและในทำนอง
ตรงกันข้าม หากระเบิดด้านขวาอาการก็จะกลับเป็นตรงกันข้ามอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็คือ หาก
ขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ พอยางระเบิด ขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการ
ขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆจึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแ รงที่จะเกิดขึ้น
ในขณะขับรถ จึงไม่ควรขับรถเร็ว ( ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่
เกิน 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง)
กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม รถจะไม่ตกลงไปในน้ำแล้ว
จมทันทีเหมือนหิน ตกน้ำ แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้
ควรตั้งสติให้ดี และ ปฏิบัติดังต่อไปนี้...
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน! ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิด
ประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ ำขึ้นมาก็ได้ ในกรณีนี้หากน้ำลึก
มากๆอาจจะมองไม่เห็นว่า ทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมดไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่าย
ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศ
ลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ นอกจากนั้นก่อนออก
จากรถ หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบ เด็กๆ นั้น ออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน...
ดังนั้นหากท่านปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่านปลอดภัยได้ ในยามคับขันได้ไม่มากก็น้อยครับ
1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
2. ถอนคันเร่งออก
3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะว่า จะทำให้รถหมุน
5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัว
และจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น อาจเสียหลักเพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัด
แรงบิดของเครื่องยนต์ ให้ขาดจากเพลา
6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถ
ข้อสังเกตเมื่อยางระเบิด คือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้าย
รถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับ และสะบัดไปด้านซ้ายอีกที สลับกันไปมาและในทำนอง
ตรงกันข้าม หากระเบิดด้านขวาอาการก็จะกลับเป็นตรงกันข้ามอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็คือ หาก
ขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ พอยางระเบิด ขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการ
ขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆจึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแ รงที่จะเกิดขึ้น
ในขณะขับรถ จึงไม่ควรขับรถเร็ว ( ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่
เกิน 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง)
กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม รถจะไม่ตกลงไปในน้ำแล้ว
จมทันทีเหมือนหิน ตกน้ำ แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้
ควรตั้งสติให้ดี และ ปฏิบัติดังต่อไปนี้...
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน! ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิด
ประตูรถไม่ออก เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ ำขึ้นมาก็ได้ ในกรณีนี้หากน้ำลึก
มากๆอาจจะมองไม่เห็นว่า ทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมดไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่าย
ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศ
ลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ นอกจากนั้นก่อนออก
จากรถ หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบ เด็กๆ นั้น ออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน...
ดังนั้นหากท่านปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่านปลอดภัยได้ ในยามคับขันได้ไม่มากก็น้อยครับ
วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ความรู้ดีๆๆ เรื่อง หลักการเลือกซื้อรถมือสอง
ปกติเมื่อเราต้องการเลือกซื้อรถมือสองสักคัน มักจะมีคำถามอยู่ที่มักพบประจำคือ " แล้วเราจะดูรถมือสองอย่างไร จึงจะได้รถที่ดีไม่ถูกหลอก "
เมื่อเราได้เลือก ยี่ห้อ และรุ่นที่เราสนใจได้แล้ว เบื้องต้นเราควรจะทราบรายละเอียด ของรถในแต่ละปีที่ออกมา หรือ Minorchange ต่างๆ ว่าแตกต่าง กันอย่างไรบ้างเพื่อที่เมื่อเราไปดูรถตามแหล่งรถมือสอง รถที่เปลี่ยนทะเบียนเป็นรุ่นใหม่เราจะดูยากมากว่าเป็นปีอะไรในการประเมิน ด้วยสายตาคร่าวๆ เรื่องสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดครับ เมื่อเราต้องไปดูรถ หรือเราได้รถที่อยู่ในใจแล้วแต่ต้องการดูสภาพพจริง เนื่องจากเราเองไม่ได้เป็นช่างโดยตรง หลายๆคนอาจะกลัว หรือได้ยินมามากเรื่องการย้อมแมว เราควรจะพาผู้ที่พอจะดูรถเป็นบ้างไปช่วยดูด้วย เน้นว่าเป็นคนที่เราไว้ใจได้ครับ แต่ถ้าหาไม่ ได้ จริงๆ การพาช่างจากที่ต่างๆก็เป็นทางเลือกอีกทางครับ แต่เราต้องแน่ใจว่าช่างที่เราพาไป ไม่มีส่วนได้เสียกับที่เราจะพาไปดูครับ การพาคนที่พอจะด ูเป็นไปช่วยดูบางครั้งก็ตกม้าตายเรื่องเล็กๆน้อยๆได้เหมือนกันครับ ผมจึงได้รวบรวมรายการตรวจเช็คต่างๆที่เราจะเอาไว้เป็นแนวทางไว้ด้วยครับ
รายการที่ควรตรวจเช็ค เมื่อจะซื้อรถมือสอง หรือแม้แต่รถใหม่
1. ตัวถัง
1.1 ดูขอบ, สันข้างรถว่าแนวยังตรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างประตู และตัวถัง
1.2 เปิด/ปิดประตูครบทุกบาน และกระโปรงหน้า-หลัง ได้ดี
1.3 มีสนิมบริเวณขอบประตูแต่ละบานหรือไม่ แค่ไหน
1.4 เห็นรอยสีใหม่พ่นทับสีเก่าในบริเวณขอบประตูหรือไม่ (ถ้ามีขอบยางกันกระแทกลองแง้มดู)
1.5 ก้มดูใต้บังโคลนล้อ, ใต้ประตู ว่ามีสนิมขึ้น ผุ หรือไม่ มากน้อยเพียงใด
1.6 ลองใช้เล็บเคาะตัวถังดูรอบๆบริเวณไหนเสียงไม่ใสเหมือนบริเวณอื่น อาจมีการทำสีมาแล้ว
1.7 ดูสีตัวถังรอบๆว่ามีการบวมปูดจากสนิมหรือไม่
2. กระจก
2.1 กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)
2.2 กระจกมีรอยร้าวกะเทาะหรือไม่อาจจะนำไปสู่การแตกง่ายในอนาคต
2.3 ฟิล์มติดกระจกใกล้หมดอายุหรือยัง
2.4 ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.5 ยางขอบกระจก ยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.6 ยางปัดน้ำฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่
2.7 ที่ปัดน้ำฝนยังใช้งานได้ดี
2.8 ที่ฉีดน้ำล้างกระจกยังใช้งานได้ดี
2.9 กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ
3. ยางและล้อ
3.1 เปลี่ยนยางมาครั้งล่าสุดเมื่อกี่เดือน/ปีมาแล้ว
3.2 ดอกยางยังลึกอยู่ประมาณ 2 ม.ม.ขึ้นไป
3.3 เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร
3.4 ยางมีการปะหรือไม่
3.5 ยางมีการบวมหรือไม่
3.6 ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่
4. กลไกขับเคลื่อน
4.1 เครื่องยนต์เดินเรียบ
4.2 ความร้อนไม่ขึ้นสูง
4.3 เข้าเกียร์ได้ครบ
4.4 เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
4.5 พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว
4.6 เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง
4.7 คลัชไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป (ใกล้หมด)
4.8 ท่อไอเสียผุหรือไม่
4.9 โช็คอัพไม่กระด้าง (สังเกตจากเวลาขับ)
5. ระบบหล่อลื่น
5.1 น้ำมันเครื่องเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.2 น้ำมันเกียร์เปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.3 น้ำมันเบรคเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.4 น้ำมันเฟืองท้ายเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.5 น้ำมันเพวงมาลัยเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
6. ระบบปรับอากาศ
6.1 แอร์เย็น / ปรับอุณหภูมิได้
6.2 น้ำยาแอร์เปลี่ยนครั้งสุดท้าย, ล้างตู้แอร์ครั้งสุดท้ายเมื่อใด
7. แบตเตอร์รี่เปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อใด (ลูกเป็นพันนะครับ)
8. ภายใน
8.1 เบาะยังคงสภาพดีอยู่หรือไม่ (สะท้อนถึงสภาพการใช้งาน)
8.2 ยางหุ้มพวงมาลัยสภาพดีอยู่หรือไม่
8.3 หน้าปัดหลักๆยังใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น เข็มความเร็ว เข็ม เข็มน้ำมัน เข็มไมล์ ไฟเบรคมือ
8.4 เบาะปรับได้ท่าทีถนัด
8.5 กระจกมองหลังและข้างปรับได้ทัศน์วิสัยที่ดี
8.6 ยางปูพื้นติดรถมาแบบไหน (ดีๆก็เกือบพันเหมือนกัน)
8.7 วิทยุติดรถ ราคาสมเหตุผล
8.8 มีอุปกรณ์อื่นๆประกอบหรือไม่ เช่นที่ล็อคเกียร์ กันขโมย (เทียบกับราคา)
9. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
9.1 ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน
9.2 ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง
9.3 ไฟเบรคใช้งานได้
9.4 ไฟถอยหลังใช้งานได้
10. เอกสารต่างๆ
10.1 สมุดทะเบียน, ใบโอนรถ และบัตรประชาชนมีชื่อและลายเซ็นตรงกัน
10.2 มีการเสียภาษีรถประจำปีถูกต้องไม่ขาด (ระวังค่าปรับ)
10.3 มีการจ่ายประกันภัยบุคคลที่สาม ไม่ขาด (ระวังค่าปรับ)
10.4 ถ้ามีประกันประเภทอื่น ดูว่าเหลืออีกกี่เดือน
ตราบใดที่เงินยังอยู่ในกระเป๋าเรา ก็ยังเป็นเงินของเราเสมอครับ ไม่มีใครบังคับเราให้จ่ายได้ครับ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เงินเราไปอยู่กระเป๋าเขา มันจะเป็นเงินเขา ยากที่จะบังคับให้เขาคืนเงินเราได้ครับ
เมื่อ เรามีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับคนขาย คนขายจะบอกว่าเราผิด คิดผิด ทำผิด ไม่มีทางเป็นอย่างนั้น เขาจะบอกว่า เราถูกก็ต่อเมื่อ เราเชื่อเขาครับ รถที่คุณพอใจไม่ใช่เป็นรถที่เราสามารถหาได้ดีที่สุดในประเทศไทยในราคาที่น่า พอใจที่สุด หลังจากที่เราได้มันมาแล้ว เราอาจจะไปพบคัน ที่ดีกว่าในราคาที่น่าพอใจกว่า ทำใจซะครับ พยายาม บำรุงรักษารถเราให้ดีที่สุด ให้อยู่กับเรานานๆ และตอบสนองความพึงพอใจของเรา ให้ดีที่สุดครับ
เมื่อเราได้เลือก ยี่ห้อ และรุ่นที่เราสนใจได้แล้ว เบื้องต้นเราควรจะทราบรายละเอียด ของรถในแต่ละปีที่ออกมา หรือ Minorchange ต่างๆ ว่าแตกต่าง กันอย่างไรบ้างเพื่อที่เมื่อเราไปดูรถตามแหล่งรถมือสอง รถที่เปลี่ยนทะเบียนเป็นรุ่นใหม่เราจะดูยากมากว่าเป็นปีอะไรในการประเมิน ด้วยสายตาคร่าวๆ เรื่องสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดครับ เมื่อเราต้องไปดูรถ หรือเราได้รถที่อยู่ในใจแล้วแต่ต้องการดูสภาพพจริง เนื่องจากเราเองไม่ได้เป็นช่างโดยตรง หลายๆคนอาจะกลัว หรือได้ยินมามากเรื่องการย้อมแมว เราควรจะพาผู้ที่พอจะดูรถเป็นบ้างไปช่วยดูด้วย เน้นว่าเป็นคนที่เราไว้ใจได้ครับ แต่ถ้าหาไม่ ได้ จริงๆ การพาช่างจากที่ต่างๆก็เป็นทางเลือกอีกทางครับ แต่เราต้องแน่ใจว่าช่างที่เราพาไป ไม่มีส่วนได้เสียกับที่เราจะพาไปดูครับ การพาคนที่พอจะด ูเป็นไปช่วยดูบางครั้งก็ตกม้าตายเรื่องเล็กๆน้อยๆได้เหมือนกันครับ ผมจึงได้รวบรวมรายการตรวจเช็คต่างๆที่เราจะเอาไว้เป็นแนวทางไว้ด้วยครับ
รายการที่ควรตรวจเช็ค เมื่อจะซื้อรถมือสอง หรือแม้แต่รถใหม่
1. ตัวถัง
1.1 ดูขอบ, สันข้างรถว่าแนวยังตรงดีอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างประตู และตัวถัง
1.2 เปิด/ปิดประตูครบทุกบาน และกระโปรงหน้า-หลัง ได้ดี
1.3 มีสนิมบริเวณขอบประตูแต่ละบานหรือไม่ แค่ไหน
1.4 เห็นรอยสีใหม่พ่นทับสีเก่าในบริเวณขอบประตูหรือไม่ (ถ้ามีขอบยางกันกระแทกลองแง้มดู)
1.5 ก้มดูใต้บังโคลนล้อ, ใต้ประตู ว่ามีสนิมขึ้น ผุ หรือไม่ มากน้อยเพียงใด
1.6 ลองใช้เล็บเคาะตัวถังดูรอบๆบริเวณไหนเสียงไม่ใสเหมือนบริเวณอื่น อาจมีการทำสีมาแล้ว
1.7 ดูสีตัวถังรอบๆว่ามีการบวมปูดจากสนิมหรือไม่
2. กระจก
2.1 กระจกทุกบานขึ้นลงได้สุดหรือไม่ (ถ้าเป็นกระจกไฟฟ้าควรดูเป็นพิเศษ)
2.2 กระจกมีรอยร้าวกะเทาะหรือไม่อาจจะนำไปสู่การแตกง่ายในอนาคต
2.3 ฟิล์มติดกระจกใกล้หมดอายุหรือยัง
2.4 ลวดละลายฝ้ากระจกหลังยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.5 ยางขอบกระจก ยังใช้ได้อยู่หรือไม่
2.6 ยางปัดน้ำฝนต้องเปลี่ยนหรือไม่
2.7 ที่ปัดน้ำฝนยังใช้งานได้ดี
2.8 ที่ฉีดน้ำล้างกระจกยังใช้งานได้ดี
2.9 กระจกมองข้างปรับได้ตามปกติ
3. ยางและล้อ
3.1 เปลี่ยนยางมาครั้งล่าสุดเมื่อกี่เดือน/ปีมาแล้ว
3.2 ดอกยางยังลึกอยู่ประมาณ 2 ม.ม.ขึ้นไป
3.3 เนื้อยางยังนิ่มอยู่พอสมควร
3.4 ยางมีการปะหรือไม่
3.5 ยางมีการบวมหรือไม่
3.6 ล้อมีรอยบิ่นหรือไม่
4. กลไกขับเคลื่อน
4.1 เครื่องยนต์เดินเรียบ
4.2 ความร้อนไม่ขึ้นสูง
4.3 เข้าเกียร์ได้ครบ
4.4 เกียร์ไม่หลวม, ไม่มีเสียงดังเวลาเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่ง
4.5 พวงมาลัยไม่มีเสียงดังเวลาเลี้ยว
4.6 เวลาปล่อยมือแล้วรถไม่เอียง
4.7 คลัชไม่แข็งหรือระยะตื้นจนเกินไป (ใกล้หมด)
4.8 ท่อไอเสียผุหรือไม่
4.9 โช็คอัพไม่กระด้าง (สังเกตจากเวลาขับ)
5. ระบบหล่อลื่น
5.1 น้ำมันเครื่องเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.2 น้ำมันเกียร์เปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.3 น้ำมันเบรคเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.4 น้ำมันเฟืองท้ายเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
5.5 น้ำมันเพวงมาลัยเปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อไร
6. ระบบปรับอากาศ
6.1 แอร์เย็น / ปรับอุณหภูมิได้
6.2 น้ำยาแอร์เปลี่ยนครั้งสุดท้าย, ล้างตู้แอร์ครั้งสุดท้ายเมื่อใด
7. แบตเตอร์รี่เปลี่ยนครั้งสุดท้ายเมื่อใด (ลูกเป็นพันนะครับ)
8. ภายใน
8.1 เบาะยังคงสภาพดีอยู่หรือไม่ (สะท้อนถึงสภาพการใช้งาน)
8.2 ยางหุ้มพวงมาลัยสภาพดีอยู่หรือไม่
8.3 หน้าปัดหลักๆยังใช้งานได้ครบหรือไม่ เช่น เข็มความเร็ว เข็ม เข็มน้ำมัน เข็มไมล์ ไฟเบรคมือ
8.4 เบาะปรับได้ท่าทีถนัด
8.5 กระจกมองหลังและข้างปรับได้ทัศน์วิสัยที่ดี
8.6 ยางปูพื้นติดรถมาแบบไหน (ดีๆก็เกือบพันเหมือนกัน)
8.7 วิทยุติดรถ ราคาสมเหตุผล
8.8 มีอุปกรณ์อื่นๆประกอบหรือไม่ เช่นที่ล็อคเกียร์ กันขโมย (เทียบกับราคา)
9. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง
9.1 ไฟสูง ไฟหน้า และไฟหรี่ เปิดติด ปิดดับ สว่างชัดเจน
9.2 ไฟเลี้ยวใช้ได้ทั้ง 2 ข้าง
9.3 ไฟเบรคใช้งานได้
9.4 ไฟถอยหลังใช้งานได้
10. เอกสารต่างๆ
10.1 สมุดทะเบียน, ใบโอนรถ และบัตรประชาชนมีชื่อและลายเซ็นตรงกัน
10.2 มีการเสียภาษีรถประจำปีถูกต้องไม่ขาด (ระวังค่าปรับ)
10.3 มีการจ่ายประกันภัยบุคคลที่สาม ไม่ขาด (ระวังค่าปรับ)
10.4 ถ้ามีประกันประเภทอื่น ดูว่าเหลืออีกกี่เดือน
ตราบใดที่เงินยังอยู่ในกระเป๋าเรา ก็ยังเป็นเงินของเราเสมอครับ ไม่มีใครบังคับเราให้จ่ายได้ครับ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เงินเราไปอยู่กระเป๋าเขา มันจะเป็นเงินเขา ยากที่จะบังคับให้เขาคืนเงินเราได้ครับ
เมื่อ เรามีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับคนขาย คนขายจะบอกว่าเราผิด คิดผิด ทำผิด ไม่มีทางเป็นอย่างนั้น เขาจะบอกว่า เราถูกก็ต่อเมื่อ เราเชื่อเขาครับ รถที่คุณพอใจไม่ใช่เป็นรถที่เราสามารถหาได้ดีที่สุดในประเทศไทยในราคาที่น่า พอใจที่สุด หลังจากที่เราได้มันมาแล้ว เราอาจจะไปพบคัน ที่ดีกว่าในราคาที่น่าพอใจกว่า ทำใจซะครับ พยายาม บำรุงรักษารถเราให้ดีที่สุด ให้อยู่กับเรานานๆ และตอบสนองความพึงพอใจของเรา ให้ดีที่สุดครับ
วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ไมล์เรืองแสง ..เทคโนโลยีดาบ 2 คมของคนใช้ถนน
ในปัจจุบันนวัตกรรมโลกยานยนต์นั้น ต้องถือว่ามีความก้าวล้ำหน้าอย่างมากเมื่อเทียบกับในยุคก่อนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีต่างๆมากมายที่ทางผู้ผลิตต่างนำมาใส่ไว้ในรถที่ ออกมาจากโรงงานของตน ทว่าเทคโนโลยีบางอย่างที่ถูกติดตั้งเสร็จสรรพมาจากโรงงานนั้น บางครั้งก็สร้างนิสัยที่ไม่ควรปฏิบัติให้แก่บรรดาผู้ใช้รถด้วย
แม้เป็นการยากที่จะปฏิเสธว่าเทคโนโลยีใหม่ มันหมายถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นเช่นเดียวกับการตอบสนองต่อโจทยืของบ รรดาผู้บริโภคที่ยังคงเรียกร้องหากความต้องใหม่ๆ ในประเด็นเดิมๆอยู่เสมอ อย่างเช่นความสะดวกสบาย ความปลอดภัย หรือไม่เว้นกระทั่งเรื่องเก่าในตอนใหม่อย่างการประหยัดพลังงาน ที่ทุกวันนี้บรรดาค่ายรถยนต์ทั้งหลายต่างมึ่งหน้าให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นไป เรื่อยๆ

ถึงเทคโนโลยีใหม่ๆนานาชนิด จะถูกบรรดาวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ต่อยอดจนทุกวันนี้ เราแทบจะนึกไม่ออกแล้วว่า รถยนต์ในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นใด แต่อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก่อนที่ยนตรกรรมจะก้าวหน้าจนล้ำยุคมากไปกว่านี้ เราคงต้องมองถึงข้อดี-ข้อเสียของเทคโนโลยีที่วันนี้ สิ่งหนึ่งที่เริ่มจะเป็นมาตรฐานของบรรดารถนั่งชั้นหรูจากหลายๆค่าย กำลังทำให้ผู้ใช้รถยนต์หลายๆคนเริ่มเสียนิสัยจนอาจจะเป้นอันตรายทั้งต่อตน เองและเพื่อนร่วมทาง

สิ่งที่เรากำลังพูดถึงนั้นมันไม่ใช่อะไรไกลตัวมากนัก หากแต่มันคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคนขับตลอดเวลาอย่าง "หน้าปัด" หรือ "เรือนไมล์" นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้แม้หน้าปัดจะยังคงทำหน้าที่เหมือนเคย ในฐานะตัวบ่งบอกสภาพการทำงานของเครื่องยนต์หรือรถยนต์ที่กำลังเป็นอยู่ขณะ นั้น เพื่อแจ้งให้คนขับทราบถึงสภาพการทำงาน ทว่าในวันนี้หน้าปัดที่ดูเหมือนเคยกลับถูกบรรดาค่ายรถยนต์ทำให้มันดูทันสมัย ยิ่งขึ้นด้วยการทำเรือนไมล์ที่ดูอมทุกข์ น่าเบื่อกลับมีสีสันแลดูง่ายยิ่งขึ้น โดยเราอาจจะรู้จักพวกมันในนามว่า "ไมล์ออพติตรอน" หรือถ้าจะเรียกให้ถูกควรจะเรียกว่า "ไมล์เรืองแสง" มากกว่า
ไมล์เรืองแสงนั้นเป็นเรือนใหม่แห่งยานยนต์ยุคใหม่ที่ต่างถูกใจบรรดาผู้ใช้รถ อย่าง ด้วยหน้าตาของมันที่ดูมีสีสันมากขึ้น และแสงสีที่ถูกแต่งเข้ามาในตัวเรือนไมล์ก็ยังส่งผลดีในการช่วยให้ผู้ใช้รถ สามารถสังเกตค่าในการใช้งานต่างๆได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้เรือนไมล์เรืองแสงนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามดัง จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ในรถนั่งส่วนใหญ่ที่ออกมาทำตลาดในรุ่นใหม่ๆก็มักจะมีไมล์ชนิดนี้ ติดมาด้วย
อย่างไรก็ดีถึงไมล์เรืองแสงจะมีข้อดีมากกว่าเพียงแค่รูปลักษณ์ที่สวยงาม ทว่าในทางกลับกันนั้นไมล์เรืองแสงกลับส่งผลร้ายต่อสังคมผู้ใช้รถใช้ถนนเป็น ประจำ และปัญหาที่เรากำลังพูดถึงนั้นมักจะพบได้ในยามค่ำในถนนที่มักมีแสงสว่าง เพียงพอ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากการทำงานของไมล์ออพติตรอนที่จะทำงานทันที ตั้งแต่ที่ไฟในรถถูกจ่ายเข้ามาที่หน้าปัดจวบจนสตาร์ทเครื่อง และจะปิดการทำงานเมื่อดับเครื่องยนต์ ซึ่งผลที่ตามมาคือมีคนจำนวนไม่น้อยขับรถออกจากที่หมายในยามค่ำคืน โดยที่พวกเขาไม่ได้เปิดไฟส่องสว่างทั้งไฟหน้าและไฟท้าย และนั่นหมายความว่าพวกเขากำลังเสี่ยงอันตรายโดยไม่รู้ตัวและพร้อมกันยังอาจ ทำให้เพื่อนร่วมทางตกอยู่ในอันตรายไปด้วย

ทั้งนี้ปัญหาเรื่องไมล์เรืองแสงนี้สามารถแก้ไขได้ง่าย โดยเริ่มที่ตัวคุณเองหากใครใช้รถที่มีไมล์เรืองแสงอยู่ ถ้ารถของท่านมีฟังชั่นเปิดไฟหน้าไฟท้ายอัตโนมัติได้ก็ควรจะบิดสวิทช์ไฟไว้ ที่ตำแหน่งดังกล่าว แต่ไม่พบปุ่มสวิทช์อัตโนมัติ ก็แค่เพียงสร้างนิสัยเมื่อจะออกเดินทางในยามค่ำคืนก็ขอให้ลองตรวจสอบความ สว่างทางด้านหน้า หรือสังเกตง่ายๆว่า เมื่อท่านเปิดไฟหน้าแล้วเรือนไมล์จะลดความเข้มของแสงลงเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็เดินทางยามค่ำคืนได้ปลอดภัยกันแล้ว
แม้เรื่องไมล์เรืองแสงนี้ จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เราอาจจะพูดว่าปัญหามันเกิดจากผู้ใช้ที่อ้าง อิงเทคโนโลยีมากเกินไป ทว่าเราเองก็ควรต้องสร้างนิสัยที่ดีในการขับรถ โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่ทัศนวิสัยไม่สามารถมองได้ชัดเจนนักยิ่งต้องนึกถึงความ ปลอดภัยให้มาก แม้เราขับรถจะไม่มีคอนเซปต์ "เปิดไฟ..ใส่หมวก" แต่เราควรต้องเห็นใจเพื่อนร่วมทางคนอื่นบ้าง..เสียเวลาอีกนิดแต่ชีวิตจะ ปลอดภัยมากขึ้นครับ
แม้เป็นการยากที่จะปฏิเสธว่าเทคโนโลยีใหม่ มันหมายถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นเช่นเดียวกับการตอบสนองต่อโจทยืของบ รรดาผู้บริโภคที่ยังคงเรียกร้องหากความต้องใหม่ๆ ในประเด็นเดิมๆอยู่เสมอ อย่างเช่นความสะดวกสบาย ความปลอดภัย หรือไม่เว้นกระทั่งเรื่องเก่าในตอนใหม่อย่างการประหยัดพลังงาน ที่ทุกวันนี้บรรดาค่ายรถยนต์ทั้งหลายต่างมึ่งหน้าให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นไป เรื่อยๆ

ถึงเทคโนโลยีใหม่ๆนานาชนิด จะถูกบรรดาวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ต่อยอดจนทุกวันนี้ เราแทบจะนึกไม่ออกแล้วว่า รถยนต์ในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นใด แต่อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก่อนที่ยนตรกรรมจะก้าวหน้าจนล้ำยุคมากไปกว่านี้ เราคงต้องมองถึงข้อดี-ข้อเสียของเทคโนโลยีที่วันนี้ สิ่งหนึ่งที่เริ่มจะเป็นมาตรฐานของบรรดารถนั่งชั้นหรูจากหลายๆค่าย กำลังทำให้ผู้ใช้รถยนต์หลายๆคนเริ่มเสียนิสัยจนอาจจะเป้นอันตรายทั้งต่อตน เองและเพื่อนร่วมทาง

สิ่งที่เรากำลังพูดถึงนั้นมันไม่ใช่อะไรไกลตัวมากนัก หากแต่มันคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคนขับตลอดเวลาอย่าง "หน้าปัด" หรือ "เรือนไมล์" นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้แม้หน้าปัดจะยังคงทำหน้าที่เหมือนเคย ในฐานะตัวบ่งบอกสภาพการทำงานของเครื่องยนต์หรือรถยนต์ที่กำลังเป็นอยู่ขณะ นั้น เพื่อแจ้งให้คนขับทราบถึงสภาพการทำงาน ทว่าในวันนี้หน้าปัดที่ดูเหมือนเคยกลับถูกบรรดาค่ายรถยนต์ทำให้มันดูทันสมัย ยิ่งขึ้นด้วยการทำเรือนไมล์ที่ดูอมทุกข์ น่าเบื่อกลับมีสีสันแลดูง่ายยิ่งขึ้น โดยเราอาจจะรู้จักพวกมันในนามว่า "ไมล์ออพติตรอน" หรือถ้าจะเรียกให้ถูกควรจะเรียกว่า "ไมล์เรืองแสง" มากกว่า
ไมล์เรืองแสงนั้นเป็นเรือนใหม่แห่งยานยนต์ยุคใหม่ที่ต่างถูกใจบรรดาผู้ใช้รถ อย่าง ด้วยหน้าตาของมันที่ดูมีสีสันมากขึ้น และแสงสีที่ถูกแต่งเข้ามาในตัวเรือนไมล์ก็ยังส่งผลดีในการช่วยให้ผู้ใช้รถ สามารถสังเกตค่าในการใช้งานต่างๆได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้เรือนไมล์เรืองแสงนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามดัง จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้ในรถนั่งส่วนใหญ่ที่ออกมาทำตลาดในรุ่นใหม่ๆก็มักจะมีไมล์ชนิดนี้ ติดมาด้วย
อย่างไรก็ดีถึงไมล์เรืองแสงจะมีข้อดีมากกว่าเพียงแค่รูปลักษณ์ที่สวยงาม ทว่าในทางกลับกันนั้นไมล์เรืองแสงกลับส่งผลร้ายต่อสังคมผู้ใช้รถใช้ถนนเป็น ประจำ และปัญหาที่เรากำลังพูดถึงนั้นมักจะพบได้ในยามค่ำในถนนที่มักมีแสงสว่าง เพียงพอ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากการทำงานของไมล์ออพติตรอนที่จะทำงานทันที ตั้งแต่ที่ไฟในรถถูกจ่ายเข้ามาที่หน้าปัดจวบจนสตาร์ทเครื่อง และจะปิดการทำงานเมื่อดับเครื่องยนต์ ซึ่งผลที่ตามมาคือมีคนจำนวนไม่น้อยขับรถออกจากที่หมายในยามค่ำคืน โดยที่พวกเขาไม่ได้เปิดไฟส่องสว่างทั้งไฟหน้าและไฟท้าย และนั่นหมายความว่าพวกเขากำลังเสี่ยงอันตรายโดยไม่รู้ตัวและพร้อมกันยังอาจ ทำให้เพื่อนร่วมทางตกอยู่ในอันตรายไปด้วย

ทั้งนี้ปัญหาเรื่องไมล์เรืองแสงนี้สามารถแก้ไขได้ง่าย โดยเริ่มที่ตัวคุณเองหากใครใช้รถที่มีไมล์เรืองแสงอยู่ ถ้ารถของท่านมีฟังชั่นเปิดไฟหน้าไฟท้ายอัตโนมัติได้ก็ควรจะบิดสวิทช์ไฟไว้ ที่ตำแหน่งดังกล่าว แต่ไม่พบปุ่มสวิทช์อัตโนมัติ ก็แค่เพียงสร้างนิสัยเมื่อจะออกเดินทางในยามค่ำคืนก็ขอให้ลองตรวจสอบความ สว่างทางด้านหน้า หรือสังเกตง่ายๆว่า เมื่อท่านเปิดไฟหน้าแล้วเรือนไมล์จะลดความเข้มของแสงลงเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็เดินทางยามค่ำคืนได้ปลอดภัยกันแล้ว
แม้เรื่องไมล์เรืองแสงนี้ จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เราอาจจะพูดว่าปัญหามันเกิดจากผู้ใช้ที่อ้าง อิงเทคโนโลยีมากเกินไป ทว่าเราเองก็ควรต้องสร้างนิสัยที่ดีในการขับรถ โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่ทัศนวิสัยไม่สามารถมองได้ชัดเจนนักยิ่งต้องนึกถึงความ ปลอดภัยให้มาก แม้เราขับรถจะไม่มีคอนเซปต์ "เปิดไฟ..ใส่หมวก" แต่เราควรต้องเห็นใจเพื่อนร่วมทางคนอื่นบ้าง..เสียเวลาอีกนิดแต่ชีวิตจะ ปลอดภัยมากขึ้นครับ
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ปิดแอร์ก่อนติดเครื่องยนต์
ควรจะทำการปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด รวมถึงเครื่องเสียง หรือแม้กระทั่งการปิดประตู เพราะกำลังไฟทั้งหมดจะถูกใช้ในการติดเครื่องยนต์ครั้งแรกก่อน ก็มีอยู่บ่อยหลังรถยนต์ถูกใช้งานมาแล้วจะไม่มีการปิดระบบปรับอากาศ หมายความว่า มีการดับเครื่องยนต์พร้อมการเปิดแอร์ค้างไว้ การปฎิบัติเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง หากกระทำบ่อยๆ อาจนำพาปัญหามาสู่รถยนต์ของท่านได้
ขณะดับเครื่องยนต์คงไม่เกิดปัญหามากนัก แต่ในทางกลับกันขณะติดเครื่องยนต์จะมีการฉุดกันระหว่างสายพานกับสายพาน ( เป็นสายพานเส้นเดียวก็แล้วไป ) ไหนเครื่องยนต์หมุน ปั้มน้ำหมุน ไดชาร์จหมุน คอมเพรชเซอร์ก็จะทำงานอีก ผลก็คือมีการกินกำลัง บางครั้งทำให้ถึงกับสตาร์ทอืด หากกำลังในแบตเตอรี่เหลือน้อยจะไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ รถยนต์เกียร์ธรรมดายังเข็นกระตุกติดได้แต่ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติหมดสิทธิ์
แน่นอน อย่างน้อยต้องทำการพ่วงแบตเตอรี่
หากอยากทดสอบอาการด้วยตนเอง โดยการติดเครื่องระหว่างเปิดระบบปรับอากาศกับปิดระบบปรับอากาศ หากแบตเตอรี่มีกำลังไฟดี อาจจะไม่พบสิ่งที่แตกต่างมากนัก หมายถึงว่า แบตเตอรี่ยังใหม่อยู่ แต่ถ้าแบตเตอรี่ถูกใช้งานมาระยะหนึ่งแล้วควรระวังไว้บ้าง นอกจากแบตเตอรี่แล้วยังมีชิ้นส่วนต่อเนื่องอีกคือ มู่เลย์หน้า เครื่อง ( สำหรับมีสายพานหลายเส้น ) เพราะในมู่เล่ย์จะมีซีลยางอยู่ระหว่างร่องสายพานแต่ละเส้น หากมีการกระชากบ่อยๆทำให้ฉีกขาดได้เช่นกัน ตรงจุดนี้อาจถูกมองข้ามกันไป
ไหนๆกล่าวถึงมู่เล่ย์ สำหรับรถยนต์ที่มีสายพานหลายเส้นในตัวเครื่องยนต์ การปรับตั้งสายพานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มู่เล่ย์เกิดความเสียหายนั่น ก็คือการปรับสายพานตึงเกินไป การปรับจะต้องอยู่ในค่ามาตรฐานมิฉะนั้นนอกจากตัวสายพานที่จะเสียหายก่อนเวลา อันควรแล้ว พวกลูกรอก พวกไดชาร์ท และอื่นๆ ดังนั้นอย่ามองข้ามกันนะครับ อะไรต่างๆที่เกี่ยวกับตัวรถยนต์สามารถศึกษาได้จากคู่มือการใช้รถรวมถึงการ ใช้งานทั่ว
ขณะดับเครื่องยนต์คงไม่เกิดปัญหามากนัก แต่ในทางกลับกันขณะติดเครื่องยนต์จะมีการฉุดกันระหว่างสายพานกับสายพาน ( เป็นสายพานเส้นเดียวก็แล้วไป ) ไหนเครื่องยนต์หมุน ปั้มน้ำหมุน ไดชาร์จหมุน คอมเพรชเซอร์ก็จะทำงานอีก ผลก็คือมีการกินกำลัง บางครั้งทำให้ถึงกับสตาร์ทอืด หากกำลังในแบตเตอรี่เหลือน้อยจะไม่สามารถติดเครื่องยนต์ได้ รถยนต์เกียร์ธรรมดายังเข็นกระตุกติดได้แต่ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติหมดสิทธิ์
แน่นอน อย่างน้อยต้องทำการพ่วงแบตเตอรี่
หากอยากทดสอบอาการด้วยตนเอง โดยการติดเครื่องระหว่างเปิดระบบปรับอากาศกับปิดระบบปรับอากาศ หากแบตเตอรี่มีกำลังไฟดี อาจจะไม่พบสิ่งที่แตกต่างมากนัก หมายถึงว่า แบตเตอรี่ยังใหม่อยู่ แต่ถ้าแบตเตอรี่ถูกใช้งานมาระยะหนึ่งแล้วควรระวังไว้บ้าง นอกจากแบตเตอรี่แล้วยังมีชิ้นส่วนต่อเนื่องอีกคือ มู่เลย์หน้า เครื่อง ( สำหรับมีสายพานหลายเส้น ) เพราะในมู่เล่ย์จะมีซีลยางอยู่ระหว่างร่องสายพานแต่ละเส้น หากมีการกระชากบ่อยๆทำให้ฉีกขาดได้เช่นกัน ตรงจุดนี้อาจถูกมองข้ามกันไป
ไหนๆกล่าวถึงมู่เล่ย์ สำหรับรถยนต์ที่มีสายพานหลายเส้นในตัวเครื่องยนต์ การปรับตั้งสายพานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มู่เล่ย์เกิดความเสียหายนั่น ก็คือการปรับสายพานตึงเกินไป การปรับจะต้องอยู่ในค่ามาตรฐานมิฉะนั้นนอกจากตัวสายพานที่จะเสียหายก่อนเวลา อันควรแล้ว พวกลูกรอก พวกไดชาร์ท และอื่นๆ ดังนั้นอย่ามองข้ามกันนะครับ อะไรต่างๆที่เกี่ยวกับตัวรถยนต์สามารถศึกษาได้จากคู่มือการใช้รถรวมถึงการ ใช้งานทั่ว
วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
มันมีหลายวิธีเพื่อที่จะดริฟท์ ซึ่งได้แก่ (หมายเหตุ : ควรปิดระบบ ABS และ TCS ก่อน เพราะระบบเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อกันไม่ให้รถเกิดการ สไลด์)

-Braking Drift- การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เหยียบเบรกอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่โค้ง เพื่อที่ว่าจะได้ทำให้รถนั้นสามารถถ่ายน้ำหนักและทำใ ห้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ จากนั้นก็ควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและคันเร่ง การปรับอัตราการจับของเบรกก็ช่วยในการดริฟท์ได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับของแต่ล่ะคน โดยปกติแล้ว หากอัตราการจับของเบรกค่อนไปทางล้อหลังจะช่วยให้เกิด การดริฟท์ได้ดีกว่า
-Power Over Drift- การดริฟท์ชนิด นี้ทำได้โดยการ เข้าโค้งทั้ง ๆ ที่เหยียบคันเร่งเต็มที่ก่อให้เกิดการโอเวอร์สเตียร์ เมื่อถึงโค้ง มันเป็นวิธีดริฟท์โดยทั่วไปสำหรับพวกรถขับเคลื่อน 4 ล้อ (ได้ผลดีกว่ารถขับเคลื่อนล้อหลัง) Keiichi Tsuchiya เคยบอกว่าเค้าก็เคยใช้เทคนิคนี้เมื่อตอนที่เค้ายังหน ุ่ม และกลัวที่จะดริฟท์เมื่อถึงโค้ง แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้จะก่อให้เกิดอาการล้อฟรีทิ้งมากกว่าการดริฟ ท์หากเข้าด้วยมุมที่ผิด
-Inertia (Feint) Drift- เทคนิคนี้สามารถทำได้โดยการโยกรถไปในทิศทางตรงกัน ข้า มกับโค้งและหลังจากนั้นก็อาศัยแรงเฉื่อยของรถ เพื่อเหวี่ยงรถกลับมาในทิศทางของโค้ง จากการที่เราหักหัวออกนอกโค้ง และหักกลับมาอย่างเร็ว คุณก็จะได้มุมที่ดีกว่า ในบางครั้ง การเบรกระหว่างที่เหวี่ยงรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโ ค้งนั้นก็ช่วยในเรื่องของการถ่ายเทน้ำหนักเช่นกัน และจะทำให้เข้าโค้งได้ดีกว่าเดิมอีก นักดริฟท์มืออาชีพหลายคนกล่าวไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งในเทคนิคทำได้ยากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสหมุนสูง
-Handbrake/ebrake Drift- เทคนิคนี้ค่อนข้างจะง่าย ดึงเบรกมือเพื่อให้ด้านหลังสูญเสียแรงยึดเกาะและควบค ุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและการเดินคันเร่ง มีบางคนถกเถียงกันในเรื่องนี้ว่าการใช้เบรกมือนั้น ก่อให้เกิดการดริฟท์ หรือเป็นเพียงแค่พาวเวอร์สไลด์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การใช้เบรกมือก็ไม่ต่างจากเทคนิคอื่น ๆ เพื่อดริฟท์ โดยทั่วไปแล้วนี่เป็นเทคนิคหลักสำหรับการดริฟท์รถขับ เคลื่อนล้อหน้า นี่เป็นเทคนิคแรกที่มือใหม่จะใช้หากรถของเค้าไม่มีแร งกำลังมากพอที่จะทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะด้วยเทคนิค อื่น ๆ และเทคนิคนี้ก็ใช้กันอย่างมากในการแข่งดริฟท์เพื่อดร ิฟท์ในโค้งกว้าง
-Dirt Drop Drift- เทคนิคนี้ทำได้โดยการให้ล้อหลังของรถตกลงไปข้างทางที ่เป็นดินเพื่อรักษาหรือเพื่อให้ได้มุมการดริฟท์โดยไม ่สูญเสียกำลังหรือความเร็ว และเพื่อที่จะเตรียมสำหรับโค้งต่อไป เทคนิคนี้ใช้ได้เฉพาะกับถนนที่ไม่มีแผงกั้นและมีดินห รือฝุ่นหรืออะไรอย่างอื่นที่ทำให้สามารถสูญเสียแรงยึ ดเกาะได้ นี่เป็นเทคนิคที่ใช้กันโดยทั่วไปในการแข่งแรลลี่ WRC
-Clutch Kick- เทคนิคนี้ทำได้โดยการเบิ้ลคลัทช์ (การเหยียบและปล่อย ปกตจะกระทำมากกว่า 1 ครั้งในการดริฟท์เพื่อการแต่งโค้งด้วยความรวดเร็ว) เพื่อให้แรงขับเคลื่อนเกิดการสะดุด ทำให้รถเสียสมดุล มันทำให้ล้อหลังเกิดอาการลื่นไถลและทำให้คนขับสามารถ ก่ออาการโอเวอร์สเตียร์ได้
-Choku Dori- นี่เป็นเทคนิคขั้นสูงซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้หนี่งใน เทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อเริ่มการดริฟท์ จากนั้นก็ใช้เบรกมือเพื่อการยืดการดริฟท์ในโค้ง
-Changing Side Swing- เทคนิคนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแข่ง D1 ในญี่ปุ่น และมีความคล้ายคลึงกับ Inertia (Feint) Drift เป็นอย่างมาก ส่วนมากมันจะถูกใช้ในตอนที่จะดริฟท์โค้งแรก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโค้ง Double Apex และอยู่ต่อจากทางตรงยาว หากทางตรงยาวที่อยู่ก่อนโค้ง Double Apex นั้นมีลักษณะเป็นทางลง นักขับจะขับชิดขอบสนามด้านในโค้ง จากนั้น ด้วยการกะจังหวะที่ถูกต้อง นักขับจะเหวี่ยงหักรถไปอีกด้านนึงทันที การทำแบบนี้ ทำให้โมเมนตัมของรถเปลี่ยนไป ทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ ตอนนี้รถอยู่ในช่วงดริฟท์แล้ว หลังจากนั้นก็ดริฟท์อย่างต่อเนื่องไปจนผ่านโค้ง
-Manji Drift- เทคนิคนี้ใช้ตอนดริฟท์บนทางตรง ผู้ขับจะเหวี่ยงรถสลับข้างไปมาระหว่างดริฟท์ ซึ่งดูน่าทึ่งมาก มันสามารถใช้เป็นเทคนิคนำก่อนจะใช้เทคนิคต่อ ๆ ไปในข้างต้นก็ได้
-Dynamic Drift- เทคนิคนี้จะคล้าย ๆ กับ Choku Dori มันใช้รูปแบบของเทคนิคด้านบนทั้งหมด และไม่จำกัดเพียงแค่ 1 เทคนิค นำมารวมกันเพื่อให้ได้การดริฟท์ที่วางเอาไว้

-Braking Drift- การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เหยียบเบรกอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่โค้ง เพื่อที่ว่าจะได้ทำให้รถนั้นสามารถถ่ายน้ำหนักและทำใ ห้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ จากนั้นก็ควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและคันเร่ง การปรับอัตราการจับของเบรกก็ช่วยในการดริฟท์ได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับของแต่ล่ะคน โดยปกติแล้ว หากอัตราการจับของเบรกค่อนไปทางล้อหลังจะช่วยให้เกิด การดริฟท์ได้ดีกว่า
-Power Over Drift- การดริฟท์ชนิด นี้ทำได้โดยการ เข้าโค้งทั้ง ๆ ที่เหยียบคันเร่งเต็มที่ก่อให้เกิดการโอเวอร์สเตียร์ เมื่อถึงโค้ง มันเป็นวิธีดริฟท์โดยทั่วไปสำหรับพวกรถขับเคลื่อน 4 ล้อ (ได้ผลดีกว่ารถขับเคลื่อนล้อหลัง) Keiichi Tsuchiya เคยบอกว่าเค้าก็เคยใช้เทคนิคนี้เมื่อตอนที่เค้ายังหน ุ่ม และกลัวที่จะดริฟท์เมื่อถึงโค้ง แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้จะก่อให้เกิดอาการล้อฟรีทิ้งมากกว่าการดริฟ ท์หากเข้าด้วยมุมที่ผิด
-Inertia (Feint) Drift- เทคนิคนี้สามารถทำได้โดยการโยกรถไปในทิศทางตรงกัน ข้า มกับโค้งและหลังจากนั้นก็อาศัยแรงเฉื่อยของรถ เพื่อเหวี่ยงรถกลับมาในทิศทางของโค้ง จากการที่เราหักหัวออกนอกโค้ง และหักกลับมาอย่างเร็ว คุณก็จะได้มุมที่ดีกว่า ในบางครั้ง การเบรกระหว่างที่เหวี่ยงรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโ ค้งนั้นก็ช่วยในเรื่องของการถ่ายเทน้ำหนักเช่นกัน และจะทำให้เข้าโค้งได้ดีกว่าเดิมอีก นักดริฟท์มืออาชีพหลายคนกล่าวไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งในเทคนิคทำได้ยากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสหมุนสูง
-Handbrake/ebrake Drift- เทคนิคนี้ค่อนข้างจะง่าย ดึงเบรกมือเพื่อให้ด้านหลังสูญเสียแรงยึดเกาะและควบค ุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและการเดินคันเร่ง มีบางคนถกเถียงกันในเรื่องนี้ว่าการใช้เบรกมือนั้น ก่อให้เกิดการดริฟท์ หรือเป็นเพียงแค่พาวเวอร์สไลด์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การใช้เบรกมือก็ไม่ต่างจากเทคนิคอื่น ๆ เพื่อดริฟท์ โดยทั่วไปแล้วนี่เป็นเทคนิคหลักสำหรับการดริฟท์รถขับ เคลื่อนล้อหน้า นี่เป็นเทคนิคแรกที่มือใหม่จะใช้หากรถของเค้าไม่มีแร งกำลังมากพอที่จะทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะด้วยเทคนิค อื่น ๆ และเทคนิคนี้ก็ใช้กันอย่างมากในการแข่งดริฟท์เพื่อดร ิฟท์ในโค้งกว้าง
-Dirt Drop Drift- เทคนิคนี้ทำได้โดยการให้ล้อหลังของรถตกลงไปข้างทางที ่เป็นดินเพื่อรักษาหรือเพื่อให้ได้มุมการดริฟท์โดยไม ่สูญเสียกำลังหรือความเร็ว และเพื่อที่จะเตรียมสำหรับโค้งต่อไป เทคนิคนี้ใช้ได้เฉพาะกับถนนที่ไม่มีแผงกั้นและมีดินห รือฝุ่นหรืออะไรอย่างอื่นที่ทำให้สามารถสูญเสียแรงยึ ดเกาะได้ นี่เป็นเทคนิคที่ใช้กันโดยทั่วไปในการแข่งแรลลี่ WRC
-Clutch Kick- เทคนิคนี้ทำได้โดยการเบิ้ลคลัทช์ (การเหยียบและปล่อย ปกตจะกระทำมากกว่า 1 ครั้งในการดริฟท์เพื่อการแต่งโค้งด้วยความรวดเร็ว) เพื่อให้แรงขับเคลื่อนเกิดการสะดุด ทำให้รถเสียสมดุล มันทำให้ล้อหลังเกิดอาการลื่นไถลและทำให้คนขับสามารถ ก่ออาการโอเวอร์สเตียร์ได้
-Choku Dori- นี่เป็นเทคนิคขั้นสูงซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้หนี่งใน เทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อเริ่มการดริฟท์ จากนั้นก็ใช้เบรกมือเพื่อการยืดการดริฟท์ในโค้ง
-Changing Side Swing- เทคนิคนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแข่ง D1 ในญี่ปุ่น และมีความคล้ายคลึงกับ Inertia (Feint) Drift เป็นอย่างมาก ส่วนมากมันจะถูกใช้ในตอนที่จะดริฟท์โค้งแรก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโค้ง Double Apex และอยู่ต่อจากทางตรงยาว หากทางตรงยาวที่อยู่ก่อนโค้ง Double Apex นั้นมีลักษณะเป็นทางลง นักขับจะขับชิดขอบสนามด้านในโค้ง จากนั้น ด้วยการกะจังหวะที่ถูกต้อง นักขับจะเหวี่ยงหักรถไปอีกด้านนึงทันที การทำแบบนี้ ทำให้โมเมนตัมของรถเปลี่ยนไป ทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ ตอนนี้รถอยู่ในช่วงดริฟท์แล้ว หลังจากนั้นก็ดริฟท์อย่างต่อเนื่องไปจนผ่านโค้ง
-Manji Drift- เทคนิคนี้ใช้ตอนดริฟท์บนทางตรง ผู้ขับจะเหวี่ยงรถสลับข้างไปมาระหว่างดริฟท์ ซึ่งดูน่าทึ่งมาก มันสามารถใช้เป็นเทคนิคนำก่อนจะใช้เทคนิคต่อ ๆ ไปในข้างต้นก็ได้
-Dynamic Drift- เทคนิคนี้จะคล้าย ๆ กับ Choku Dori มันใช้รูปแบบของเทคนิคด้านบนทั้งหมด และไม่จำกัดเพียงแค่ 1 เทคนิค นำมารวมกันเพื่อให้ได้การดริฟท์ที่วางเอาไว้
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
แนะเทคนิคในการขับรถช่วงฝนตก
กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แนะผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังในการขับรถช่วงฝนตกมากกว่าปกติ หากต้องขับรถผ่านแอ่งน้ำให้ชะลอความเร็ว เพื่อป้องกันรถเกิดอาการเหินน้ำ กรณีต้องขับรถผ่านเส้นทางเสี่ยงดินถล่ม ควรศึกษาสภาพเส้นทางและหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ หากรถติดหล่มให้นำอิฐหรือท่อนไม้วางไว้ด้านหน้ายางล้อหลัง จะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานทำให้รถเคลื่อนตัวออกจากหล่มโคลนง่ายขึ้น
นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า การขับรถในช่วงฤดูฝนผู้ขับขี่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะในช่วงฝนตกใหม่ ๆ น้ำฝนจะผสมกับขี้ฝุ่นกลายเป็นดินโคลนบาง ๆ ฉาบผิวถนน ทำให้ถนนลื่นกว่าปกติ โดยเฉพาะถนนลูกรังและทางดินเมื่อเกิดฝนตกหนักจะกลายสภาพเป็นแอ่งน้ำ หรือบ่อโคลนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะเทคนิคการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในการขับรถช่วงฝนตก ดังนี้
กรณี รถเหินน้ำ ซึ่งเกิดจากการขับรถด้วยความเร็วสูงผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง หรือแอ่งน้ำ เพื่อความปลอดภัยผู้ขับขี่ควรจับพวงมาลัยให้มั่น ลดความเร็วรถก่อนถึงแอ่งน้ำจะช่วยลดแรงกระแทก ห้ามเหยียบเบรกในขณะที่ขับผ่านแอ่งน้ำ เพราะจะทำให้ล้อล็อคและรถเสียการทรงตัว จนเกิดอาการหมุนหรือปัดอย่างรวดเร็ว ให้แก้ไขโดยค่อย ๆ ถอนคันเร่งรอจนรถสามารถทรงตัวได้ดี จึงค่อยเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ
การขับผ่านเส้นทางเสี่ยงดินถล่ม เช่น บริเวณหุบเขา เชิงเขา ก่อนเดินทางควรตรวจสอบข้อมูลประกาศแจ้งเตือนภัย และศึกษาสภาพเส้นทางจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมหาเส้นทางสำรองกรณีเส้นทางเดิมไม่ปลอดภัย หากเส้นทางที่ขับผ่านมีฝนตกหนัก ให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นที่ปลอดภัยมากกว่า
กรณีต้องขับผ่านเส้นทาง เสี่ยงดินถล่ม ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ขับรถเร็ว หมั่นสังเกตสัญญาณความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ หากน้ำในร่องน้ำข้างถนนเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับดินบนภูเขา หรือได้ยินเสียงคล้ายดินถล่มให้ค่อย ๆ ขับรถออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
หากมีดินถล่มปิดทับเส้นทาง ควรหยุดรถในบริเวณที่ปลอดภัย ไม่ฝืนนำรถออกจากจุดเกิดเหตุ เพราะสภาพถนนที่แคบและโค้งชัน อาจทำให้รถเสียหลักหลุดออกนอกเส้นทาง
การ ขับรถลุยโคลน ให้หยุดรถเพื่อประเมินเส้นทางและเลือกใช้เส้นทางที่ตื้นที่สุด หรือทางที่มีรอยล้อรถเดิม จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดหล่ม โดยต้องขับรถในระดับความเร็วที่สม่ำเสมอ หากรู้สึกล้อหนืดหรือเหยียบคันเร่งไม่ไป ให้ค่อยๆขยับพวงมาลัยไป-มาช้า ๆ เพื่อให้ล้อเกาะพื้นดินใหม่ แต่ห้ามหมุนล้อเร็วเกินไป เพราะจะทำให้ล้อรถจมดินมากขึ้น
หากรถจมโคลนหรือติดหล่ม ห้ามเร่งเครื่องหรือหักพวงมาลัยด้วยความเร็วสูง จะทำให้ล้อจมโคลนลึกขึ้น ให้แก้ไขโดยวางก้อนอิฐหรือท่อนไม้ไว้ด้านหน้ายางรถยนต์ล้อหลัง ค่อย ๆ เร่งเครื่องเพื่อเพิ่มแรงเสียดทาน หรือใช้สายเคเบิลลากจูงแบบตรง และพยายามเร่งเครื่องโดยใช้เกียร์ต่ำ จะทำให้รถสามารถเคลื่อนตัวออกจากหล่มโคลนง่ายขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
รายชื่อรถ
วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ท่า นั่งขับรถ ตำแหน่งการจับพวงมาลัย การปรับเบาะ ที่ถูกต้อง
การปรับเบาะและท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง มีผลมากต่อความปลอดภัยในการขับรถ รวมถึงความปลอดภัยเมื่อเกิดการชนด้วย การปรับเบาะที่ถูกต้องทำได้ไม่ยาก แค่ใช้ฝ่าเท้า เน้นว่าฝ่าเท้า ไม่ใช่ปลายเท้า เหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด หรือถ้าเป็นเกียร์ออโต้ก็ใช้ฝ่าเท้าเหยียบแป้นเบรก แล้วเลื่อนตัวเบาะนั่งให้เข่างอเล็กน้อย นั่นเป็นตำแหน่งของเบาะนั่งที่เหมาะสม
ส่วนการปรับพนักพิงที่ถูกต้อง จะต้องไม่เอนหรือตั้งเกินไป ถ้าปรับพอดี จะเช็คได้โดย ใช้มือซ้ายจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวา 3 นาฬิกา แล้วข้อศอกต้องงอเล็กน้อย แต่แผ่นหลังต้องแนบกับพนักพิงตลอดเวลา
ปรับเสร็จแล้วลองเลื่อนมือไปวางไว้บนสุดของวงพวงมาลัย แถวๆ ข้อมือต้องแตะกับพวงมาลัยจึงจะถูกต้อง ถ้าวงพวงมาลัยอยู่เลยไปถึงกลางฝ่ามือหรือโคนนิ้ว แสดงว่าปรับพนักพิงเอนเกินไป ถ้าวงพวงมาลัยอยู่ชิดเลยข้อมือเข้ามาแสดงว่านั่งชิดเกินไป
หมอนรองศีรษะก็สำคัญ ควรปรับให้พอดีโดยให้เอนศีรษะแล้วพิงช่วงกลางหมอนพอดี แต่ศีรษะไม่ต้องพยายามพิงหมอนเวลาขับ เพราะหมอนรองศีรษะมีไว้รองรับเมื่อเกิดการชนแล้วศีรษะจะได้สะบัดไปด้านหลัง น้อย ไม่ใช่ไว้พิงตอนขับ
เข็มขัดนิรภัยถ้าปรับสูง-ต่ำได้ ก็ควรปรับต่อจากการปรับเบาะ จะได้พอดีกัน ที่ถูกต้องสายเข็มขัดนิรภัยต้องพาดจากไหปลาร้าเฉียงลงมาที่สะโพก ส่วนด้านล่างก็พาดอยู่แถวกระดูกเชิงกราน อย่าให้สายพาดคอ หรือห้อยเลยหัวไหล่ลงไป
พวงมาลัยของรถรุ่นใหม่ๆ มักปรับสูงต่ำได้ ก็ควรปรับให้พอดี คือ ไม่สูงเกินไปเพราะจะเมื่อยเมื่อขับนานๆ และไม่ต่ำเกินไปจนติดต้นขา กระจกมองข้างและกระจกมองหลังเปรียบเสมือนตาหลังของคนขับ กระจกมองข้างควรปรับไม่ก้มหรือเงยเกินไป และปรับให้เห็นด้านข้างของตัวรถเรานิดๆ อย่าให้เห็นแต่ทางด้านหลังล้วนๆ ส่วนกระจกมองหลังก็ปรับให้เห็นด้านหลังเป็นมุมกว้างที่สุด ไม่ใช่ปรับไว้ส่องหน้าตัวเองแบบที่หลายคนทำกัน
ทั้งหมดที่แนะนำต้องปรับตอนรถจอดนิ่งในที่ปลอดภัย อย่าปรับตอนขับรถหรือจอดบนถนน อันตราย ถุงลมนิรภัย หรือแอร์แบ็ก ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆ มักมีมาให้อย่างน้อย 1 ใบในฝั่งผู้ขับ
ถุงลมนิรภัยจะพองตัวขึ้นเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ มีไว้รองรับร่างกายส่วนบนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ให้ปะทะกับพวงมาลัยหรือแผงหน้าปัดโดยตรง ช่วยลดความบาดเจ็บได้ แต่ก็ต้องมีการใช้งานที่ถูกต้องด้วย
สิ่งสำคัญในการขับรถที่มีถุงลมฯ คือ ต้องปรับเบาะและพนักพิงให้เหมาะสม อย่าให้ชิดเข้ามามากเกินไป คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และจับพวงมาลัยให้ถูกตำแหน่ง ถ้าปรับเบาะชิดไป และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างกายส่วนบนอาจปะทะกับถุงลมฯ ผิดจังหวะ คือ ปะทะตอนถุงลมยังพองตัวไม่สุด ร่างกายพุ่งไปด้านหน้าแล้วเจอกับถุงลมฯ ที่พุ่งสวนออกมา กลายเป็น 2 แรงบวกเจ็บหนักแน่
การจับพวงมาลัยก็เกี่ยวข้องกับถุงลมฯ เพราะถ้าจับไม่ถูกตำแหน่งแขนอาจไปขวางทางการพองตัวของถุงลมฯ ทำให้ถุงลมฯ ไม่ได้ทำงานตามที่ออกแบบมา
ส่วนรถที่มีถุงลมฯ ฝั่งข้างคนขับก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังไม่วางของขวางทางถุงลมฯ และอ่านคำเตือนเรื่องถุงลมฯ ในคู่มือประจำรถอย่างละเอียดก่อนใช้งานด้วย ถุงลมนิรภัยจะช่วยลดความบาดเจ็บได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้งานอย่างถูกวิธี จำง่ายๆ ว่า อย่านั่งชิดเกินไป และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการขับรถ ไม่งั้นอาจกลายเป็นถุงลมมหาภัยได้
จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า คนไทยมีการจับพวงมาลัยผิดตำแหน่งกันมากกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ได้สำรวจอย่างจริงจัง แค่ลองนั่งริมถนนคอยดูคนขับรถผ่านไปเท่านั้น3 สาเหตุที่ทำให้หลายคนปฏิบัติกันผิดๆ ก็คือ
1.เน้นความสบายของตนเองเป็นหลัก
2.จับพวงมาลัยตามใจชอบ ก็ไม่เห็นจะเกิดอุบัติเหตุเลย
3.ไม่มีใครบอกใครสอน ทั้งตอนหัดขับรถ หรือคนอื่นนั่งไปด้วย
ตำแหน่งที่ถูกต้องของการจับพวงมาลัย เมื่อเปรียบเทียบกับหน้าปัดนาฬิกา เพราะเป็นวงกลมเหมือนกันน่าจะเข้าใจกันได้ง่าย มือซ้ายอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวาอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา
ส่วนตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา อนุโลมได้ แต่ไม่แนะนำ เพราะความแม่นยำในการบังคับควบคุมจะด้อยกว่าตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาซึ่งอยู่ครึ่งหรือช่วงกลางของวงพวงมาลัยพอดี
การกำพวงมาลัยสำหรับการขับรถบนเส้นทางเรียบ ไม่ใช่วิบาก ควรใช้นิ้วโป้งเกี่ยวช่วยด้วยเสมอ กำแน่นพอประมาณ แต่ไม่หลวมเกินไป ควรจับพวงมาลัย 2 มือ ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาอยู่เสมอ (แต่ไม่ถึงกับเกาหรือปรับวิทยุไมได้) อย่าชะล่าใจเมื่อเห็นเส้นทางโล่งๆ หรือเดินทางไกล เพราะถนนเมืองไทยมีหลุมโดยไม่ได้คาดหมาย หรือมีอะไรให้หักหลบฉุกเฉินได้เสมอ และหลังเปลี่ยนเกียร์แล้ว อย่าวางมือคาไว้บนหัวเกียร์ ให้ยกมือขึ้นมาจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามปกติ
อ่านแล้วนอกจากจะนำไปปฏิบัติ (เหมือนว่าบางคนจะแก้ไขยาก เพราะเคยชิน แต่ถ้าตั้งใจก็ไม่ยาก) ก็ควรเผยแพร่ออกไปเท่าที่ทำได้ เพราะไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามตำแหน่งที่บอก เกือบตลอดการขับ ถ้าขับทางไกลแล้วรู้สึกเมื่อย ก็แค่บีบข้อศอกเข้ามาแตะลำตัวเท่านั้นเอง ไม่ควรคิดว่าจับพวงมาลัยตำแหน่งแบบไหนๆ ก็ไม่เคยขับรถชน เพราะถ้าพลาดเพียงครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสนึกถึงการแนะนำนี้เลยก็เป็นได้
ส่วนการปรับพนักพิงที่ถูกต้อง จะต้องไม่เอนหรือตั้งเกินไป ถ้าปรับพอดี จะเช็คได้โดย ใช้มือซ้ายจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวา 3 นาฬิกา แล้วข้อศอกต้องงอเล็กน้อย แต่แผ่นหลังต้องแนบกับพนักพิงตลอดเวลา

ปรับเสร็จแล้วลองเลื่อนมือไปวางไว้บนสุดของวงพวงมาลัย แถวๆ ข้อมือต้องแตะกับพวงมาลัยจึงจะถูกต้อง ถ้าวงพวงมาลัยอยู่เลยไปถึงกลางฝ่ามือหรือโคนนิ้ว แสดงว่าปรับพนักพิงเอนเกินไป ถ้าวงพวงมาลัยอยู่ชิดเลยข้อมือเข้ามาแสดงว่านั่งชิดเกินไป
หมอนรองศีรษะก็สำคัญ ควรปรับให้พอดีโดยให้เอนศีรษะแล้วพิงช่วงกลางหมอนพอดี แต่ศีรษะไม่ต้องพยายามพิงหมอนเวลาขับ เพราะหมอนรองศีรษะมีไว้รองรับเมื่อเกิดการชนแล้วศีรษะจะได้สะบัดไปด้านหลัง น้อย ไม่ใช่ไว้พิงตอนขับ
เข็มขัดนิรภัยถ้าปรับสูง-ต่ำได้ ก็ควรปรับต่อจากการปรับเบาะ จะได้พอดีกัน ที่ถูกต้องสายเข็มขัดนิรภัยต้องพาดจากไหปลาร้าเฉียงลงมาที่สะโพก ส่วนด้านล่างก็พาดอยู่แถวกระดูกเชิงกราน อย่าให้สายพาดคอ หรือห้อยเลยหัวไหล่ลงไปพวงมาลัยของรถรุ่นใหม่ๆ มักปรับสูงต่ำได้ ก็ควรปรับให้พอดี คือ ไม่สูงเกินไปเพราะจะเมื่อยเมื่อขับนานๆ และไม่ต่ำเกินไปจนติดต้นขา กระจกมองข้างและกระจกมองหลังเปรียบเสมือนตาหลังของคนขับ กระจกมองข้างควรปรับไม่ก้มหรือเงยเกินไป และปรับให้เห็นด้านข้างของตัวรถเรานิดๆ อย่าให้เห็นแต่ทางด้านหลังล้วนๆ ส่วนกระจกมองหลังก็ปรับให้เห็นด้านหลังเป็นมุมกว้างที่สุด ไม่ใช่ปรับไว้ส่องหน้าตัวเองแบบที่หลายคนทำกัน
ทั้งหมดที่แนะนำต้องปรับตอนรถจอดนิ่งในที่ปลอดภัย อย่าปรับตอนขับรถหรือจอดบนถนน อันตราย ถุงลมนิรภัย หรือแอร์แบ็ก ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆ มักมีมาให้อย่างน้อย 1 ใบในฝั่งผู้ขับ
ถุงลมนิรภัยจะพองตัวขึ้นเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ มีไว้รองรับร่างกายส่วนบนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ให้ปะทะกับพวงมาลัยหรือแผงหน้าปัดโดยตรง ช่วยลดความบาดเจ็บได้ แต่ก็ต้องมีการใช้งานที่ถูกต้องด้วย
สิ่งสำคัญในการขับรถที่มีถุงลมฯ คือ ต้องปรับเบาะและพนักพิงให้เหมาะสม อย่าให้ชิดเข้ามามากเกินไป คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และจับพวงมาลัยให้ถูกตำแหน่ง ถ้าปรับเบาะชิดไป และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างกายส่วนบนอาจปะทะกับถุงลมฯ ผิดจังหวะ คือ ปะทะตอนถุงลมยังพองตัวไม่สุด ร่างกายพุ่งไปด้านหน้าแล้วเจอกับถุงลมฯ ที่พุ่งสวนออกมา กลายเป็น 2 แรงบวกเจ็บหนักแน่
การจับพวงมาลัยก็เกี่ยวข้องกับถุงลมฯ เพราะถ้าจับไม่ถูกตำแหน่งแขนอาจไปขวางทางการพองตัวของถุงลมฯ ทำให้ถุงลมฯ ไม่ได้ทำงานตามที่ออกแบบมา
ส่วนรถที่มีถุงลมฯ ฝั่งข้างคนขับก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังไม่วางของขวางทางถุงลมฯ และอ่านคำเตือนเรื่องถุงลมฯ ในคู่มือประจำรถอย่างละเอียดก่อนใช้งานด้วย ถุงลมนิรภัยจะช่วยลดความบาดเจ็บได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้งานอย่างถูกวิธี จำง่ายๆ ว่า อย่านั่งชิดเกินไป และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการขับรถ ไม่งั้นอาจกลายเป็นถุงลมมหาภัยได้
จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า คนไทยมีการจับพวงมาลัยผิดตำแหน่งกันมากกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ได้สำรวจอย่างจริงจัง แค่ลองนั่งริมถนนคอยดูคนขับรถผ่านไปเท่านั้น3 สาเหตุที่ทำให้หลายคนปฏิบัติกันผิดๆ ก็คือ
1.เน้นความสบายของตนเองเป็นหลัก
2.จับพวงมาลัยตามใจชอบ ก็ไม่เห็นจะเกิดอุบัติเหตุเลย
3.ไม่มีใครบอกใครสอน ทั้งตอนหัดขับรถ หรือคนอื่นนั่งไปด้วย
ตำแหน่งที่ถูกต้องของการจับพวงมาลัย เมื่อเปรียบเทียบกับหน้าปัดนาฬิกา เพราะเป็นวงกลมเหมือนกันน่าจะเข้าใจกันได้ง่าย มือซ้ายอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวาอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา
ส่วนตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา อนุโลมได้ แต่ไม่แนะนำ เพราะความแม่นยำในการบังคับควบคุมจะด้อยกว่าตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาซึ่งอยู่ครึ่งหรือช่วงกลางของวงพวงมาลัยพอดี
การกำพวงมาลัยสำหรับการขับรถบนเส้นทางเรียบ ไม่ใช่วิบาก ควรใช้นิ้วโป้งเกี่ยวช่วยด้วยเสมอ กำแน่นพอประมาณ แต่ไม่หลวมเกินไป ควรจับพวงมาลัย 2 มือ ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาอยู่เสมอ (แต่ไม่ถึงกับเกาหรือปรับวิทยุไมได้) อย่าชะล่าใจเมื่อเห็นเส้นทางโล่งๆ หรือเดินทางไกล เพราะถนนเมืองไทยมีหลุมโดยไม่ได้คาดหมาย หรือมีอะไรให้หักหลบฉุกเฉินได้เสมอ และหลังเปลี่ยนเกียร์แล้ว อย่าวางมือคาไว้บนหัวเกียร์ ให้ยกมือขึ้นมาจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามปกติ
อ่านแล้วนอกจากจะนำไปปฏิบัติ (เหมือนว่าบางคนจะแก้ไขยาก เพราะเคยชิน แต่ถ้าตั้งใจก็ไม่ยาก) ก็ควรเผยแพร่ออกไปเท่าที่ทำได้ เพราะไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามตำแหน่งที่บอก เกือบตลอดการขับ ถ้าขับทางไกลแล้วรู้สึกเมื่อย ก็แค่บีบข้อศอกเข้ามาแตะลำตัวเท่านั้นเอง ไม่ควรคิดว่าจับพวงมาลัยตำแหน่งแบบไหนๆ ก็ไม่เคยขับรถชน เพราะถ้าพลาดเพียงครั้งเดียว อาจไม่มีโอกาสนึกถึงการแนะนำนี้เลยก็เป็นได้
วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เทคนิคการดูว่า เกียร์ออโต
เทคนิคการดูว่า เกียร์ออโต ของรถคุณ หรือรถที่คุณจะซื้อ หรือจะขับ ว่าคลัทช์ใกล้หมดรึยัง
ผลดีก็คือ ก่อนซื้อ คุณก็จะได้ประหยัดค่าซ่อมเป็นหมื่นๆ
รถที่คุณใช้เองอยู่ จะได้รู้ว่าใกล้ถึงเวลา ซ่อมเกียร์หรือ ยกลูกเปลี่ยนรึยัง
หรือรถที่คุณจะเข้าไปเป็ฯโชเฟอร์เดินทางไกล รู้ไว้ใช่ว่า ดีกว่ากินข้าวลิงกลางทาง
เทคนิคนี้ผมได้รับการถ่ายทอดจากช่าง ซึ่งปกติไม่ค่อยมีใครรู้เทคนิคนี้ โดยไม่ต้องลองขับรถ เพียงสตาร์ทรถติดเครื่องได้ก็สามารถรู้ได้เอง ซึ่งผมใช้บ่อยเวลาซื้อรถโดยไม่ต้องลองขับ
พร้อมจะเรียนรู้กันรึยังครับ ถ้าพร้อมก็กรุณากลับไป หัวกระทู้ โหวตกระทู้ให้ผมหน่อย กระทู้หายไปเร็วมาก ถ้าไม่ช่วยกันโหวต เรื่องดีๆก็จะหายไป ส่วนกิฟท์ แล้วแต่จะกรุณาครับ .......
เอ้าพร้อมแล้ว ไปกันเลย ...........
เอาเกียร์ออโตก่อน ......
1 สตาร์ทรถ ในตำแหน่งเกียร์ P หรือ N
2 เหยียบเบรค ด้วยเท้าซ้าย และดึงเบรคมือจนสุด
3 ดึงคันเกียร์มาที่ R หรือ D4
4 เหยียบคันเร่งด้วยเท้าขวา ให้เต็มที่ ห้ามปล่อยเบรคเท้าซ้ายเด็ดขาด ไม่งั้น "ชน"
ดูที่วัดรอบ ว่า รอบเครื่องคุณขึ้นเกิน2500รอบหรือไม่ ถ้าเกินจนถึง3000รอบ ขึ้นไป ก็แสดงว่า คลัทช์ของรถคันนี้ ใกล้หมดแล้ว หรือเรียกว่า เกียร์ลื่น เตรียมเอารถไปซ่อมได้เลย
ถ้ารอบเครื่อง เหยียบจนสุดแรงยังไงก็อั้นอยู่ที่ 2200 -2500 รอบ แสดงเกียร์สมบูรณ์ดีอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องบอกก่อนนครับว่า นี่คือเทคนิคการดูคลัทช์ หรือที่เรียกว่า แผ่น ซิงโครแมทซ์ กลไกอื่นๆเช่นวงจรหรือ เฟืองเกีร์รูด นั้นต้องลองขับเท่านั้น
แต่เกียร์ออโต จะเสียส่วนใหญ่ก็จะเริ่มจากคลัทช์หมดก่อนจึงจะลามไปส่วนอื่นๆ
ไอ้เรื่องทำไมเครื่องจึงอั้นอยู่แค่รอบ2200-2500นั้น ผมยกให้พวกช่างยนต์มาตอบครับ
/////เกียร์ธรรมดา/////
1 สตาร์ทเครื่อง ให้เกียร์อยู่ตำแหน่งเกียร์ว่าง อย่าลืมเหยียบเบรคไว้ละ
2 เหยียบคลัทซ์ เท้าซ้าย จนสุด
3 เข้าเกียร์4
4 เท้าขวาไม่ต้องทำอะไร วางไว้เฉยๆ ห้ามซน ห้ามเหยียบคันเร่ง
5 ค่อยๆปล่อยคลัทช์เท้าซ้าย จนเกือบสุด ถ้าเครื่องดับ แค่ ครึ่งคันคลัทช์ แสดงว่า คลัทช์ดี สมบูรณ์อยู่
ถ้าปล่อยจนเกือบสุด หรือสุดแล้ว เครื่องยังไม่ดับ แสดงว่า คลัทช์หมดแล้ว รีบไปยกคลัทช์ได้เลย
ถ้าคุณจะเดินทางไกล ก็ให้เข้าอู่ก่อนดีกว่า หรือถ้าคุณขับในกทม รับรอง กินน้ำมัน และ เมื่อยขามาก
แค่นี้ละครับ สำหรับกระทู้นี้ หวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆชาวรัชดา ของพันทิพย์ที่ได้ให้โอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กัน
ขอให้ทุกท่าน เฮง เฮง เฮง รวย รวย รวย มีเงินทอง เข้ากระเป๋าวันละหมื่นละแสนทุกวัน ทุกคน สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยไม่ไข้ ไม่เจ็บไม่มีแผล
ผลดีก็คือ ก่อนซื้อ คุณก็จะได้ประหยัดค่าซ่อมเป็นหมื่นๆ
รถที่คุณใช้เองอยู่ จะได้รู้ว่าใกล้ถึงเวลา ซ่อมเกียร์หรือ ยกลูกเปลี่ยนรึยัง
หรือรถที่คุณจะเข้าไปเป็ฯโชเฟอร์เดินทางไกล รู้ไว้ใช่ว่า ดีกว่ากินข้าวลิงกลางทาง
เทคนิคนี้ผมได้รับการถ่ายทอดจากช่าง ซึ่งปกติไม่ค่อยมีใครรู้เทคนิคนี้ โดยไม่ต้องลองขับรถ เพียงสตาร์ทรถติดเครื่องได้ก็สามารถรู้ได้เอง ซึ่งผมใช้บ่อยเวลาซื้อรถโดยไม่ต้องลองขับ
พร้อมจะเรียนรู้กันรึยังครับ ถ้าพร้อมก็กรุณากลับไป หัวกระทู้ โหวตกระทู้ให้ผมหน่อย กระทู้หายไปเร็วมาก ถ้าไม่ช่วยกันโหวต เรื่องดีๆก็จะหายไป ส่วนกิฟท์ แล้วแต่จะกรุณาครับ .......
เอ้าพร้อมแล้ว ไปกันเลย ...........
เอาเกียร์ออโตก่อน ......
1 สตาร์ทรถ ในตำแหน่งเกียร์ P หรือ N
2 เหยียบเบรค ด้วยเท้าซ้าย และดึงเบรคมือจนสุด
3 ดึงคันเกียร์มาที่ R หรือ D4
4 เหยียบคันเร่งด้วยเท้าขวา ให้เต็มที่ ห้ามปล่อยเบรคเท้าซ้ายเด็ดขาด ไม่งั้น "ชน"
ดูที่วัดรอบ ว่า รอบเครื่องคุณขึ้นเกิน2500รอบหรือไม่ ถ้าเกินจนถึง3000รอบ ขึ้นไป ก็แสดงว่า คลัทช์ของรถคันนี้ ใกล้หมดแล้ว หรือเรียกว่า เกียร์ลื่น เตรียมเอารถไปซ่อมได้เลย
ถ้ารอบเครื่อง เหยียบจนสุดแรงยังไงก็อั้นอยู่ที่ 2200 -2500 รอบ แสดงเกียร์สมบูรณ์ดีอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องบอกก่อนนครับว่า นี่คือเทคนิคการดูคลัทช์ หรือที่เรียกว่า แผ่น ซิงโครแมทซ์ กลไกอื่นๆเช่นวงจรหรือ เฟืองเกีร์รูด นั้นต้องลองขับเท่านั้น
แต่เกียร์ออโต จะเสียส่วนใหญ่ก็จะเริ่มจากคลัทช์หมดก่อนจึงจะลามไปส่วนอื่นๆ
ไอ้เรื่องทำไมเครื่องจึงอั้นอยู่แค่รอบ2200-2500นั้น ผมยกให้พวกช่างยนต์มาตอบครับ
/////เกียร์ธรรมดา/////
1 สตาร์ทเครื่อง ให้เกียร์อยู่ตำแหน่งเกียร์ว่าง อย่าลืมเหยียบเบรคไว้ละ
2 เหยียบคลัทซ์ เท้าซ้าย จนสุด
3 เข้าเกียร์4
4 เท้าขวาไม่ต้องทำอะไร วางไว้เฉยๆ ห้ามซน ห้ามเหยียบคันเร่ง
5 ค่อยๆปล่อยคลัทช์เท้าซ้าย จนเกือบสุด ถ้าเครื่องดับ แค่ ครึ่งคันคลัทช์ แสดงว่า คลัทช์ดี สมบูรณ์อยู่
ถ้าปล่อยจนเกือบสุด หรือสุดแล้ว เครื่องยังไม่ดับ แสดงว่า คลัทช์หมดแล้ว รีบไปยกคลัทช์ได้เลย
ถ้าคุณจะเดินทางไกล ก็ให้เข้าอู่ก่อนดีกว่า หรือถ้าคุณขับในกทม รับรอง กินน้ำมัน และ เมื่อยขามาก
แค่นี้ละครับ สำหรับกระทู้นี้ หวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆชาวรัชดา ของพันทิพย์ที่ได้ให้โอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กัน
ขอให้ทุกท่าน เฮง เฮง เฮง รวย รวย รวย มีเงินทอง เข้ากระเป๋าวันละหมื่นละแสนทุกวัน ทุกคน สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยไม่ไข้ ไม่เจ็บไม่มีแผล
วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เคล็ดลับจัมพ์แบตเตอรี่ให้ปลอดภัย

เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่” เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
นายประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการ บริษัท สยามยีเอส แบตเตอรี่ จำกัด และบริษัท สยามยีเอสเซลส์ จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ “GS แบตเตอรี่” ให้คำแนะนำว่าปัญหาของแบตเตอรี่หมดระหว่างการขับรถบนท้องถนนอาจเกิดได้จาก หลายสาเหตุ ทั้งสายต่อไดชาร์จหลวม น้ำกลั่นหมด แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือกำลังไฟของแบตเตอรี่มีไม่เพียงพอ การจัมพ์แบตเตอรี่เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เสริม และต่อสายพ่วงกับรถยนต์อีกคันหนึ่งในการชาร์จไฟ เพื่อให้ระบบได้ทำงาน หลังจากนั้นจึงนำรถยนต์ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ และเช็คสภาพความพร้อมของเครื่องยนต์จากช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง
“การ จัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง เพราะแบตเตอรี่ มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่ จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”
วิธี การ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’
- เมื่อแบตเตอรี่หมด ให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถ และขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่
- นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+) ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด หลังจากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน
- นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาต่อกับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนา
- ต่อจากนั้นนำสายหัวต่อที่เหลือต่อเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องยนต์ หรือตัวถังรถยนต์ ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด โดยควรต่อให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่มีไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า
- หลังจากนั้น เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด จากนั้นเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 - 2,000 รอบ/นาที เพื่อเช็คดูว่าประจุไฟเข้าหลังจากการชาร์จหรือไม่ ซึ่งถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับแสดงว่าการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำเร็จ
- ถอดสายพ่วงสีเขียว หรือสายขั้วลบ (-) ออกจากตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่หมด และตามด้วยหัวต่อขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ จากนั้นจึงถอดสายสีแดงหรือสายขั้วบวก (+) จากรถคันที่แบตเตอรี่หมด และถอดหัวสายพ่วงจากแบตเตอรี่ที่มีไฟ
- ปิดฝาช่องเติมน้ำกลั่นให้ครบทุกช่อง และควรสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือขับรถไปเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ ใหม่
ปลอดภัยเวลา “จัมพ์แบตเตอรี่”
- ไม่สตาร์ทเครื่องยนต์ระหว่างต่อสายพ่วงแบตเตอรี่
- เวลาต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ อย่าสูบบุหรี่หรือทำสิ่งใดๆ และระวังอย่าให้สายพ่วงแบตเตอรี่สัมผัสกัน เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้
- ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวกและขั้วลบ โดยใช้น้ำร้อนราดที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขั้ว เพื่อขจัดคราบเกลือที่เกาะติดอยู่
- ตรวจเช็คกำลังไฟของแบตเตอรี่ก่อน เพราะแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ หรือ 24 โวตล์ ไม่สามารถนำมาพ่วงกับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ได้ เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่เกิดการระเบิดขึ้นได้
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
12 วิธีการประหยัดน้ำมันแบบง่ายๆ
12 วิธีการประหยัดน้ำมันแบบง่ายๆ
ขั้นตอนการประหยัด ผลที่จะได้รับ
1.เติมน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม หรือก่อน 9 โมงเช้าเสมออุณหภูมิที่เย็นน้ำมันหดตัวได้ปริมาตรมากขึ้น 2%

2.เติมน้ำมันแค่หัวจ่ายตัดพอแล้ว ถ้าเติมจนเต็มปรี่ ร้อนๆน้ำมันจะขยายตัวระเหยทิ้งที่รูระบาย
3.อุ่นเครื่อง 1 นาทีในหน้าร้อนและ 3 นาทีในหน้าหนาว เครื่องจะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้น
4.ค่อยๆออกตัวเมื่อรถจอดนิ่ง 1-2 พันรอบ ได้ความนิ่มนวล ประหยัด และลดการสึกหรอของเครื่องยนต์
5.ควรใช้เกียร์สูงเมื่อรถวิ่งได้ 2500 รอบขึ้นไป การลากเกียร์จะทำให้ชดเกียร์ทำงานจนอายุการใช้งานสั้น
6.เครื่อง 2.0 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด110 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง
7.เครื่อง 1.6 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด 90 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง
8.พักรถสัก 15 นาทีเมื่อขับเกิน 4 ชม.เพื่อให้ลดความร้อน ให้น้ำมันในระบบคลายความร้อนกลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง
9.เกียร์ถอยกินน้ำมันมากสุด ควรค่อยๆถอยไม่ต้องรีบ เกียร์ถอยใช้อัตราทดและแรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์
10.ก่อนถึงปลายทางสัก 500 เมตรให้ปิด COM แอร์ลดภาระเครื่อง เป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์และไล่เชื้อราที่อยู่ในนั้นด้วย
11.เช็คลมยางให้สม่ำเสมอทุกๆ 2 อาทิตย์และเมื่อจะออกเดินทางไปต่างจังหวัด ลมยางอ่อนวิ่งได้ช้า ขอบยางสึกมากอายุการใช้งานสั้น
12.พยายามอย่าใส่ของไว้ในรถเยอะ เพิ่มน้ำหนักรถทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้น 20 % ตามระยะทาง
ขั้นตอนการประหยัด ผลที่จะได้รับ
1.เติมน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม หรือก่อน 9 โมงเช้าเสมออุณหภูมิที่เย็นน้ำมันหดตัวได้ปริมาตรมากขึ้น 2%

2.เติมน้ำมันแค่หัวจ่ายตัดพอแล้ว ถ้าเติมจนเต็มปรี่ ร้อนๆน้ำมันจะขยายตัวระเหยทิ้งที่รูระบาย
3.อุ่นเครื่อง 1 นาทีในหน้าร้อนและ 3 นาทีในหน้าหนาว เครื่องจะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้น
4.ค่อยๆออกตัวเมื่อรถจอดนิ่ง 1-2 พันรอบ ได้ความนิ่มนวล ประหยัด และลดการสึกหรอของเครื่องยนต์
5.ควรใช้เกียร์สูงเมื่อรถวิ่งได้ 2500 รอบขึ้นไป การลากเกียร์จะทำให้ชดเกียร์ทำงานจนอายุการใช้งานสั้น
6.เครื่อง 2.0 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด110 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง
7.เครื่อง 1.6 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด 90 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง
8.พักรถสัก 15 นาทีเมื่อขับเกิน 4 ชม.เพื่อให้ลดความร้อน ให้น้ำมันในระบบคลายความร้อนกลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง
9.เกียร์ถอยกินน้ำมันมากสุด ควรค่อยๆถอยไม่ต้องรีบ เกียร์ถอยใช้อัตราทดและแรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์

10.ก่อนถึงปลายทางสัก 500 เมตรให้ปิด COM แอร์ลดภาระเครื่อง เป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์และไล่เชื้อราที่อยู่ในนั้นด้วย
11.เช็คลมยางให้สม่ำเสมอทุกๆ 2 อาทิตย์และเมื่อจะออกเดินทางไปต่างจังหวัด ลมยางอ่อนวิ่งได้ช้า ขอบยางสึกมากอายุการใช้งานสั้น
12.พยายามอย่าใส่ของไว้ในรถเยอะ เพิ่มน้ำหนักรถทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้น 20 % ตามระยะทาง
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ความรู้เรื่องเกจ์วัดแบบต่างๆๆ

1. มาตรวัดบูสต์ (BOOTS METER)
มาตร วัดตัวนี้จะเห็นในรถยนต์แทบทุกคันที่มี การติดตั้งเทอร์โบเข้าไป รวมถึงรถยนต์ที่มีเทอร์โบมาจากโรงงานก็อาจจะมีตัวนี้มาให้ เนื่องจากมันเป็นตัวบ่งบอกสำคัญให้ผู้ขับขี่ทราบว่า มีแรงดันอากาศ หรือแรงบูสต์เข้ามายังเครื่องยนต์มากน้อยเพียงไร มาตรวัดตัวนี้โดยปกติบนหน้าปัด จะมีค่าตัวเลขด้านล่างขึ้นมาที่ 0 ซึ่งเป็นค่าของ แวคคั่ม หรือ แรงดันลบ และจาก 0 ขึ้นไป จะเป็นของเทอร์โบ หรือ แรงดันบวก และในส่วนของเทอร์โบนี่เองที่จะเป็นส่วนบ่งบอกว่า เทอร์โบ กำลังทำงานอยู่สำหรับการดูค่าอัตราบูสต์เทอร์โบนั้น ถ้าหากว่าเข็มบนมาตรวัดเดินช้ามาก เป็นตัวแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า เทอร์โบมีขนาดใหญ่เกินไป ส่งผลให้ไอเสียที่ไปปั่นใบเทอร์โบไม่พอ การแก้ไขก็น่าจะเป็นการเปลี่ยนเป็นแคมฯ องศาสูง
รือไม่ก็เปลี่ยนจังหวะ ของวาล์วเป็นต้น นอกจากนี้หากบนมาตรวัดชี้ว่ามีแรงบูสต์สูงเกินไปจากที่มีการตั้งค่าเอาไว้ ก็อาจจะสรุปได้ว่าเกิดปัญหาขึ้นที่สปริงวาล์วของเวสต์เกต ที่เป็นตัวควบคุมแรงดันบูสต์ของเทอร์โบเป็นต้น สำหรับมาตรวัดอัตราการบูสต์นี้ อาจจะมีค่าการวัดไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจบ่งบอกค่าการวัดเป็น Bar (บาร์) หรือว่า psi (ปอนด์) อีกทั้งค่าสูงสุดของมาตรวัดบูสต์ ก็ไม่เท่ากัน จึงควรเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการ
2. มาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ (WATER TEMP METER)
สำหรับ มาตรวัดความร้อน ตามปกติในรถธรรมดาทั่วไป ก็จะมีติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
แต่ว่ารถยนต์ทั่วไปนั้นอาจไม่ได้ อ่อนไหวในเรื่องของความร้อนมากนัก ค่าแสดงให้เห็นจึงไม่ละเอียดมากนัก ทั้งนี้เป็นเพราะทางโรงงานตั้งใจทำมาอย่างนั้น เพื่อคนขับจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก แต่ว่าเมื่อไหร่ที่เกจความร้อนขยับสูงขึ้น นั่นหมายความว่าความร้อนขึ้นค่อนข้างมาก ทว่าถ้าเป็นในรถธรรมดา อาจจะยังไม่ก่อปัญหามากนัก ขณะที่รถยนต์ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบและมีการโมดิฟาย หรือปรับบูสต์ เรื่องปัญหาความร้อนมีความสำคัญมาก เพราะอาจหมายถึงความเสียหายที่เกิดกับเครื่องยนต์ได้เลยทีเดียว โดยปกติ เซ็นเซอร์ ที่ใช้วัดความร้อนของเครื่องยนต์จะติดตั้งอยู่ตรงท่อน้ำที่ออกจากเครื่อง ซึ่งอุณหภูมิโดยปกติที่เครื่องยนต์ทำงานควรจะอยู่ที่ราว 90-100 องศาเซลเซียส และควรควบคุมไม่ให้สูงขึ้นเกินไปกว่า 120 องศาเซลเซียส หากว่าอุณหภูมิยังสูงขึ้นก็พอมีวิธีแก้ไขคือ เพิ่มขนาดของหม้อน้ำให้ใหญ่ขึ้น เปิดกันชนหน้าให้ลมผ่านเข้าหม้อน้ำได้ง่ายขึ้น หรือไม่ก็เจาะสคูปดักลมบนฝากระโปรงหน้า ให้ลมเข้ามาเป่าห้องเครื่อง วิธีการเหล่านี้พอจะสามารถทำให้เครื่องยนต์เย็นได้บ้างเหมือนกัน
3. มาตรวัดรอบ (TACHO METER) RPM
สำหรับ มาตรวัดรอบ ก็เหมือนกับมาตรวัดความร้อน คือรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีการติดตั้งมาให้จากโรงงานอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่มีบางคนต้องไปติดเพิ่มอาจจะมาจากเหตุผลต่างกันไป บางคนอาจคิดว่าเป็นอุปกรณ์ตกแต่งสร้างความสวยงาม หรือความเท่ แต่กับบางคนอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นจริง ๆ อย่างรถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายเปลี่ยนไปใช้แคมฯ องศาสูงมาก ๆ จนทำให้สามารถเร่งรอบได้มากกว่าเดิม ซึ่งวัดรอบที่มีติดมากับรถ ไม่สามารถแสดงข้อมูลได้เพียงพอ จึงต้องหาอันใหม่มาติดเข้าไป หรือในรถยนต์ที่ทำขึ้นมาสำหรับการแข่งขันควอเตอร์ไมล์ซึ่งจังหวะการเปลี่ยน เกียร์ ถือเป็นสิ่งที่ต้องการให้ความสำคัญมาก การตัดสินแพ้ชนะอยู่ที่เวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที ดังนั้นมาตรวัดรอบที่มาพร้อมไฟเตือน จึงกลายเป็นอุปกรณ์ช่วยได้อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการแพ้ชนะไม่ได้เพียงอุปกรณ์ที่ว่าเท่านั้น จังหวะฝีมือ สมาธิ ในการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
4. มาตรวัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง (OIL TEMP METER)
อุณหภูมิ น้ำมันเครื่อง มีความสำคัญมากพอสมควร เพราะถือว่ามีผลกระทบกับเครื่องยนต์โดยตรง หากว่าอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องสูงเกินไป เครื่องยนต์ก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่ใช้ ซึ่งในตลาดน้ำมันเครื่องแยกเป็นหลายประเภท มีทั้งแบบทนความร้อนสูงที่อุณหภูมิสูงถึง 120 องศาเซลเซียส ส่วนบางประเภทอุณหภูมิแค่ 110 องศาเซลเซียส ก็ทนไม่ไหวกลายสภาพเป็นน้ำก็มี โดยปกติของอุณหภูมิน้ำมันเครื่องจะสูง-ต่ำ
ไปในแนวทางเดียวกับอุณหภูมิ ของเครื่องยนต์หรืออุณหภูมิหม้อน้ำ ซึ่งถ้าความร้อนของน้ำขึ้น อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องก็จะขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ในสภาพการใช้งานเครื่องยนต์ควรรักษาอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องให้อยู่ ในช่วง 80-110 องศาเซลเซียส ถ้าหากอุณหภูมิสูงขึ้นไปเกิน 120 องศาเซลเซียส ควรทำให้เย็นลงก่อนจึงใช้งานเครื่องยนต์ต่อไป สำหรับทางออกในการช่วยรักษาอุณหภูมิของน้ำมันเครื่อง รถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายมักมีการใส่ OIL COOLER เข้าไปช่วยก็ทำให้อุณหภูมิน้ำมันเครื่องไม่สูงเกินไป
5. มาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่อง (OIL PRESSURE METER)
มาตรวัดตัวนี้จะมีส่วนสำคัญในการแสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพของ น้ำมันเครื่อง โดยค่าที่แสดงออกมาให้เห็นจะเป็นเวลาที่เครื่องยนต์ทำงานในรอบสูงๆหรือขณะ ที่เครื่องยนต์ มีอุณหภูมิในการทำงาน เพราะเมื่อน้ำมันเครื่องเจอเข้ากับความร้อนสูง ๆ จะถูกหลอมให้เหลวลง และถ้าน้ำมันเครื่องเหลวมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพความหล่อลื่นก็จะลดลงการสึกหรอ จนถึงการ ระบายความร้อนก็จะลดประสิทธิภาพลงตามไปด้วย ดังนั้นการตรวจสอบตรงจุดนี้จึงมีความสำคัญ ซึ่งมาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่องจะเป็นตัวบ่งบอกข้อมูลนี้ได้ โดยในการแสดงข้อมูลให้เห็นนั้น หากว่ามีแรงดูดน้อย ที่เรียกว่า "แรงดันต่ำ" จะถือว่าการหล่อลื่นไม่ดี เพราะแสดงถึงว่าน้ำมันเครื่องเหลวมาก ใช้แรงดูดน้อยก็ไหลเข้ามาแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าน้ำมันเครื่องมีความหนืดมาก แรงดูดก็ต้องใช้แรงมาก เรียกว่า "แรงดันสูง" จะสังเกตได้ว่าเวลาที่น้ำมันเครื่องยังคงเย็น มาตรวัดจะแสดงว่ามีแรงดันสูง แต่เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้น น้ำมันเครื่องคลายความหนืดลง ความดันก็จะเริ่มต่ำลงมา สำหรับรถยนต์โดยทั่วไปในขณะวิ่ง แรงดันน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ประมาณ
3 - 4 kg/cm2 หรือหากสูงมากก็ไม่ควรจะเกิน 6 kg/cm2
6. มาตรวัดอุณหภูมิท่อไอเสีย (EX. TEMP METER)
อุณหภูมิ ของท่อไอเสีย หลายคนอาจจะมองว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับประสิทธิภาพ การทำงานของเครื่องยนต์ ทว่าในความเป็นจริงมันมีส่วนที่สัมพันธ์กับแรงดันน้ำมัน หรือการไหลของอากาศสำหรับรถที่ผ่านการโมดิฟาย นอกจากน้ำมันเครื่องแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญ ก็คือ ปริมาณการจ่ายน้ำมันเบนซิน ซึ่งปริมาณน้ำมันเบนซินจะมากจะน้อย ก็สามารถวัดได้จากมาตรวัดอุณหภูมิท่อไอเสียนี่เอง ซึ่งหากมีการปรับน้ำมันให้อ่อนลง จะทำให้อุณหภูมิของท่อไอเสียเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นในทางตรงกันข้ามน้ำมันแก่ อุณหภูมิของท่อไอเสีย ก็จะต่ำลง ดังนั้นมาตรวัดอุณหภูมิไอเสีย จึงสามารถบอกข้อมูลของรถในขณะวิ่งได้ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไป มาตรวัดอากาศไหลเข้า หรือว่ามาตรวัดแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ใช้บอกข้อมูลในทางเดียวกัน
7. มาตรวัดแรงดันเชื้อเพลิง (FUEL PRESSURE METER)
สำหรับ มาตรวัดตัวนี้ใช้เป็นตัวเช็คแรงดันน้ำมันเชื้อ เพลิงว่า ในขณะที่เหยียบคันเร่งแล้วน้ำมันขึ้นมาตามปริมาณที่เราออกแรงกดลงไปบนคัน เร่งหรือไม่ สำหรับคนที่ใช้รถแบบปรกติหรือใช้บนถนนทั่วไป มาตรวัดตัวนี้คงจะไม่จำเป็น อย่างไรก็ดีหากว่า ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือหัวฉีดเกิดมีปัญหาขึ้นมา มาตรวัดที่บอกค่าของแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ก็สามารถเป็นตัวบอกความผิดปกติได้ วิธีดูมาตรวัดตัวนี้ จะใช้ดูค่าในขณะที่รถยนต์ติดเครื่องเดินเบาเป็นหลัก สำหรับรถยนต์ที่มีเทอร์โบติดตั้งอยู่ด้วยค่าของแรงดันนี้จะขึ้นไปตามอัตรา การบูสต์ เช่น ค่าที่วัดได้ในขณะเดินเบามีค่าเป็น 3 บาร์ แต่เมื่อเทอร์โบบูสต์ไป 1 บาร์ ค่าบนของมาตรวัดจะชี้ไปที่ 4 บาร์ ซึ่งหากว่าแรงดันนี้ตกลง นั่นหมายถึงว่าขนาดของปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือหัวฉีดที่ใช้ไม่เพียงพอ เสียแล้ว ดังนั้นมาตรวัดตัวนี้จึงมีความจำเป็นไม่น้อยสำหรับรถยนต์เทอร์โบ ซึ่งผู้ขับขี่ความสังเกตค่าแรงดันในขณะที่เดินเบาเป็นหลัก และสังเกตว่าแรงดันน้ำมัน นั้นขึ้นไปตามอัตราการบูสต์หรือไม่
8. มาตรวัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง (A/F METER)
มาตรวัดตัวนี้เป็นการเช็คความสมดุลระหว่าง อากาศกับ น้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับ A/F คืออัตราส่วนระหว่างอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งโดยทั่วไปอัตราส่วนตามหลักการนี้จะต้องมีค่าเท่ากับ 14 ในขณะที่เครื่องเดินเบา เลข 14 ก็จะหมายถึงอากาศ 14 ส่วน/น้ำมัน 1 ส่วน ซึ่งจะผสมอยู่ในห้องเผาไหม้สำหรับจุดระเบิด และค่านี้จะต่ำลงไปในขณะที่มีการเร่งเนื่องจากปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้น และค่า A/F นี้จะสูงขึ้นในขณะที่ทำการถอนคันเร่ง โดยค่า A/F นี้จะถูกแบ่งออกเป็น "บาง" กับ "หนา" ซึ่งถ้าต้องการทำให้รถแรงขึ้น ก็ต้องปรับให้ค่า A/F ให้มีค่าที่บางลง คือการปรับให้น้ำมันน้อยลง-อากาศมากขึ้น อย่างไรก็ตามการปรับในลักษณะดังกล่าว ก็มีผลทำให้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้สูงขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีการปรับอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ค่า A/F ไม่ควรสูงเกินกว่า 12 เพราะนั่นหมายความว่าน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยเกินไป ซึ่งในรถที่มีการโมดิฟาย ควรจะให้มีค่า A/F ขณะเร่งอยู่ในช่วง 10.5- 11.5 ก็พอ
9. แวคคั่ม มิเตอร์ (VACCUM METER)
มาตรวัด VACCUM ตัวนี้ จริง ๆ แล้วมันก็อยู่ในมาตรวัดตัวเดียวกับมาตรวัดอัตราบูสต์เทอร์โบ มาตรวัดตัวนี้จะตอบสนองกับ อัตราการเหยียบคันเร่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเช็คความสิ้นเปลืองน้ำมันได้เหมือนกัน สำหรับการดูค่าของมาตรวัดตัวนี้ต้องดูเวลา เครื่องเดินเบา ซึ่งจะดูได้จากค่าสุญญากาศ ถ้าค่าสุญญากาศนี้มีมาก ก็จะถือได้ว่าเครื่องยังคงมีสภาพที่สมบูรณ์ ไม่รั่วซึม แต่ถ้าค่านี้ลดลงไปมาก นั่นก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม มาตรวัดตัวนี้จึงเป็นมาตรวัดที่อาจมีไว้เช็คสภาพของเครื่องยนต์ได้ ทั้งนี้ในขณะเครื่องยนต์เดินเบาถ้าเข็มบนมาตรวัดนี้บอกค่าไม่ถึง 300 cmHg นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าเครื่องยนต์มีสภาพย่ำแย่ โดยเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ที่มีความสมบูรณ์ค่าตัวนี้จะอยู่ที่ประมาณ 450 cmHg
10. โวลต์ มิเตอร์ (VOLT METER)
เป็น ตัวบอกค่าพิกัดแรงดันไฟฟ้าในรถยนต์ ทำให้เราสามารถรับรู้ได้เลยว่าแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ที่เราใช้งานอยู่ ปัจจุบันว่าเสือมหรือยัง หรือแบ็ตจะหมดไหม ทำให้เรารู้ได้ล่วงหน้าว่าสมควรถึงเวลาเปลี่ยนแบ็ตแล้วหรือไม่
ประโยชน์ ที่ได้จากการติดโวลท์มิเตอร์ในรถ
วิเคราะห์ระบบไฟฟ้าในรถจากค่าที่ อ่านได้จากโวลท์มิเตอร์
- ขณะดับเครื่องค่าควรอยู่ประมาณ 12-12.8 โวลท์ ถ้าต่ำกว่า12 ถือว่าผิดปกติอาจมีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม(เก็บไฟไม่อยู่ )หรือไดชาร์จชาร์จไฟได้ไม่เต็มที่(ดูในหัวข้อตรวจสอบไดชาร์จ)
- วิธีตรวจสอบว่าแบตเสื่อมหรือไม่ทดสอบได้โดยหลังจากขับรถปกติมาจอดและดับ เครื่องประมาณ 1 นาทีค่าที่อ่านจากมิเตอร์ต้องมีค่าระหว่าง 12-12.8 โวลท์ หลังจอดไว้(4-6ชั่วโมง)หรือข้ามวันค่าที่อ่านได้ต้องประมาณ 12-12.8 โวลท์ เท่าเดิมถือว่าปกติ ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้มากๆเช่น11.5-11.9 แบตเตรี่เริ่มเก็บไฟไม่อยู่แต่ยังพอไหว แต่ถ้าต่ำกว่า 11.5 โวลท์ลงไป ถือว่าอันตรายเพราะถ้าจอดทิ้งสัก 2 วันอาจสตาร์ทไม่ติด(ถ้าอายุแบตเตอรี่ยังใหม่ก็อาจจะเกิดจากมีกระแสไฟฟ้า รั่วลงกราวด์แนะนำเข้าร้านให้ช่างไฟฟ้ารถยนต์ตรวจสอบครับ) ***อายุแบตเตอรี่ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 18-24 เดือน แล้วแต่การดูแล*** ตรวจสอบไดชาร์จจากการอ่านค่าจากโวลท์มิเตอร์ ให้ทำการติดเครื่องยนต์แล้วอ่านค่าจากโวลท์มิเตอร์ค่าปกติจได้ดังนี้
1.ที่ รอบเครื่องยนต์ 1000 รอบต่อนาที(รอบเดินเบา) จะต้องมีค่าประมาณ13.5-13.8 โวลท์ ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้เช่น 12.8-13.4 โวลท์ไดชาร์จเริ่มมีปัญหาคือชาร์จไฟได้ไม่เต็มที่ ถ้าต่ำกว่า12.8 โวลท์แสดงว่าไดชาร์จไม่ชาร์จกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอริ่ และถ้าต่ำกว่า12 โวลท์ถือว่าขณะนั้นระบบไฟฟ้าในรถดึงกระแสไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้งานเพียงอย่าง เดียวให้ทำการตรวจซ่อมไดชาร์จ
2.ที่รอบเครื่องยนต์ 2000-2500 รอบต่อนาที จะต้องมีค่าประมาณ13.8-14.7 โวลท์ อาจมากกว่านี้ได้เล็กน้อยแต่ต้องไม่เกิน 15 โวลท์ถ้ามากกว่า 15 โวลท์อาจมีสาเหตุมาจากเรกกูเตอร์(วงจรควบคุมแรงดันของไดชาร์จ)อาจมีปัญหา ผลเสียคือแบตเตอรี่อาจเสื่อมเร็วเพราะถูกชาร์จด้วยแรงดันที่สูงเกิน ทำให้เกิดความร้อนสูงในแบตฯถ้าร้อนมากๆจะทำให้น้ำกลั่นเดือดได้
ทดสอบ ว่าไดชาร์จจ่ายกระแสเพียงพอหรือไม่ สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้ทำตามข้อ1และ2 แล้วทำการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทุกอย่างเช่นไฟหน้า,แอร์,ที่ปัดน้ำฝน,เครื่อง เสียง ฯลฯ แรงดันที่วัดได้ต้องเหมือนกับค่าปกติในข้อ 1 และ 2 ถ้าค่าที่วัดได้ตกลงมากแสดงว่าไดชาร์จจ่ายกระแสไม่พออาการนี้อาจไม่เกิดขึ้น กับรถเดิมๆแต่จะมีผลในรถที่ติดตั้งเครื่องเสียง แรงๆผลเสียคืออาจทำให้ไดชาร์จทำงานตลอดเวลาทำให้อายุการใช้งานต่ำลง
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วิธี การดูแล ล้อแม็ก ให้สวย
การทำให้ ล้อแม็ก สวยนั้น เป็นเรื่องที่ดูแล้วไม่ยากนัก แต่การที่จะทำ ล้อแม็ก ของคุณสวยภายใต้ความแข็งแรง, และปลอดภัย เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก และบทความข้างล่างนี้อาจเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย เพื่อให้คุณได้รู้วิธีการดูแลรักษา ล้อแม็ก ให้สวยคงทน คู่รถของท่านไปนานแสนนาน
การล้างทำ ความสะอาด ล้อแม็กซ์
เมื่อคุณประกอบ ล้อแม็ก อันสวยงามของคุณเข้ากับรถแล้ว เมื่อมีการขับขี่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือคราบสิ่งสกปรกที่จะเข้ามาติดกับ ล้อแม็ก ของคุณไม่ว่าจะเป็นคราบ น้ำมัน ยางมะตอยจากท้องถนน ฝุ่นผงจาก ผ้าเบรค เศษหิน ดิน โคลน ต่างๆ ดังนั้นเมื่อมีสิ่งเหล่านี้ติดมาก็ต่อทำการล้างโดยเร็ว ด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาด พึงระวังอย่าใช้แปรงหรือเส้นใยสังเคราะห์ที่มีความแข็งกระด้าง รวมไปถึง ยาขัดสี โดยเด็ดขาด หรือควรหลีกเลี่ยง การล้างรถ ด้วยเครื่องล้างอัตโนมัติ เพราะแปรงที่แข็งก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ผิว ล้อแม็กซ์ ของคุณเป็นรอยได้
ควรหลีกเลี่ยง การล้างล้อแม็ก ในขณะที่ ล้อแม็ก กำลังร้อนอยู่ เพราะเมื่อเราล้างด้วยน้ำสบู่ มักจะแห้งเร็วทำให้เกิดคราบเป็นจุดติดที่
หน้าล้อได้ ดังนั้นจึงควรปล่อยให้ ล้อแม็ก เย็นก่อนทุกครั้งที่ทำการล้าง การทำความสะอาด ควรใช้น้ำฉีดล้างบริเวณที่ถูสบู่ไปแล้ว แต่ต้องล้างก่อนที่คราบรอยแห้งของสบู่จะค้างติดอยู่ ควรใช้ฟองน้ำนุ่มๆ ถูบริเวณ ล้อแม็กซ์ และควรมี ฟองน้ำแยกกันระหว่างการล้าง ล้อแม็ก กับการล้างส่วนอื่นของตัวรถ เพราะ ล้อเป็นส่วนที่มีสิ่งสกปรกได้ง่าย หากใช้ฟองน้ำอันเดียวกัน ก็จะทำให้สิ่งสกปรกและ เม็ดทราย ไปติดหรือทำลายผิวสีของส่วนอื่นก็ได้
ล้อ ขอบเงา
ส่วนล้อที่เป็นลักษณะขอบเงา การดูแลอาจต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะส่วนใหญ่มักจะ เคลือบ แลคเกอร์ ไว้ แต่ถึงอย่างไร ความคงทนก็ย่อมด้อยกว่า การทำสี ดังนั้นไม่ควรใช้แปรงที่ขนแข็ง หรือใช้วัสดุอื่น ขัดอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ ฟิลม์ แลคเกอร์ ซึ่งค่อนข้างบางอยู่แล้ว เกิดชำรุด ซึ่งจะก่อให้เกิดคราบขี้เกลือ ( สนิมขาว Oxidation ) เกิดขึ้น
ล้อแม็ก มีคราบ ยางมะตอย ติด ให้ทำดังนี้ครับ...
หา น้ำมันสน หรือ น้ำมันก๊าด จุ่มกับ เศษผ้า เช็ดตามจุด ที่ ยางมะตอย ติด
หลังจากนั้น ล้าง ล้อแม็ก ด้วย แชมพูล้างรถ หรือไม่ ก็เอา น้ำยาล้างจาน แทนก็ได้ ตามด้วย ล้างน้ำเปล่าซ้ำ แล้วเช็ดให้แห้ง
หากอยากให้ ล้อแม็ก ของท่านสวยเงางาม ก็หายาขัดชนิดละเอียดที่สุด ลูบหรือเช็ดเบาๆ ((( หลีกเลี่ยงการขัดอย่างรุนแรง ))) เพราะจะทำให้ แลคเกอร์ ที่เคลือบนั้น บางลง ซึ่งจะทำให้การปกป้องของสี ลดลงตามไปด้วย
การล้างทำ ความสะอาด ล้อแม็กซ์
เมื่อคุณประกอบ ล้อแม็ก อันสวยงามของคุณเข้ากับรถแล้ว เมื่อมีการขับขี่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือคราบสิ่งสกปรกที่จะเข้ามาติดกับ ล้อแม็ก ของคุณไม่ว่าจะเป็นคราบ น้ำมัน ยางมะตอยจากท้องถนน ฝุ่นผงจาก ผ้าเบรค เศษหิน ดิน โคลน ต่างๆ ดังนั้นเมื่อมีสิ่งเหล่านี้ติดมาก็ต่อทำการล้างโดยเร็ว ด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาด พึงระวังอย่าใช้แปรงหรือเส้นใยสังเคราะห์ที่มีความแข็งกระด้าง รวมไปถึง ยาขัดสี โดยเด็ดขาด หรือควรหลีกเลี่ยง การล้างรถ ด้วยเครื่องล้างอัตโนมัติ เพราะแปรงที่แข็งก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ผิว ล้อแม็กซ์ ของคุณเป็นรอยได้ควรหลีกเลี่ยง การล้างล้อแม็ก ในขณะที่ ล้อแม็ก กำลังร้อนอยู่ เพราะเมื่อเราล้างด้วยน้ำสบู่ มักจะแห้งเร็วทำให้เกิดคราบเป็นจุดติดที่
หน้าล้อได้ ดังนั้นจึงควรปล่อยให้ ล้อแม็ก เย็นก่อนทุกครั้งที่ทำการล้าง การทำความสะอาด ควรใช้น้ำฉีดล้างบริเวณที่ถูสบู่ไปแล้ว แต่ต้องล้างก่อนที่คราบรอยแห้งของสบู่จะค้างติดอยู่ ควรใช้ฟองน้ำนุ่มๆ ถูบริเวณ ล้อแม็กซ์ และควรมี ฟองน้ำแยกกันระหว่างการล้าง ล้อแม็ก กับการล้างส่วนอื่นของตัวรถ เพราะ ล้อเป็นส่วนที่มีสิ่งสกปรกได้ง่าย หากใช้ฟองน้ำอันเดียวกัน ก็จะทำให้สิ่งสกปรกและ เม็ดทราย ไปติดหรือทำลายผิวสีของส่วนอื่นก็ได้ล้อ ขอบเงา
ส่วนล้อที่เป็นลักษณะขอบเงา การดูแลอาจต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะส่วนใหญ่มักจะ เคลือบ แลคเกอร์ ไว้ แต่ถึงอย่างไร ความคงทนก็ย่อมด้อยกว่า การทำสี ดังนั้นไม่ควรใช้แปรงที่ขนแข็ง หรือใช้วัสดุอื่น ขัดอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ ฟิลม์ แลคเกอร์ ซึ่งค่อนข้างบางอยู่แล้ว เกิดชำรุด ซึ่งจะก่อให้เกิดคราบขี้เกลือ ( สนิมขาว Oxidation ) เกิดขึ้น

ล้อแม็ก มีคราบ ยางมะตอย ติด ให้ทำดังนี้ครับ...
หา น้ำมันสน หรือ น้ำมันก๊าด จุ่มกับ เศษผ้า เช็ดตามจุด ที่ ยางมะตอย ติด
หลังจากนั้น ล้าง ล้อแม็ก ด้วย แชมพูล้างรถ หรือไม่ ก็เอา น้ำยาล้างจาน แทนก็ได้ ตามด้วย ล้างน้ำเปล่าซ้ำ แล้วเช็ดให้แห้ง
หากอยากให้ ล้อแม็ก ของท่านสวยเงางาม ก็หายาขัดชนิดละเอียดที่สุด ลูบหรือเช็ดเบาๆ ((( หลีกเลี่ยงการขัดอย่างรุนแรง ))) เพราะจะทำให้ แลคเกอร์ ที่เคลือบนั้น บางลง ซึ่งจะทำให้การปกป้องของสี ลดลงตามไปด้วย
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553
“เข็มขัดนิรภัย”
รถยนต์ทุกคันตั้งแต่มีการผลิตเกิดขึ้นมานั้น มีสิ่งต่างๆที่จำเป็นมากมายไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น, อุปกรณ์ทางด้านความปลอดภัยและอุปกรณ์อื่นๆ ยิ่งเป็นสมัยนี้ผู้ผลิตได้คำนึงถึงความปลอดภัยค่อนข้างจะมาเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้น ในรถยนต์จำเป็นที่จะต้องติดตั้งมีไว้สำหรับการใช้งานและในครั้งนี้ขอกล่าว ถึงคือ “เข็มขัดนิรภัย”

ในเมื่อกล่าวถึงเข็มขัดนิรภัย ผู้ขับขี่หรือท่านเจ้าของรถทุกท่านคงนึกภาพออก เพราะในการเดินทางแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารจำเป็นที่จะ ต้องมีการคาดเข็มขัดนิรภัย หากไม่กระทำนอกจากจะไม่ปลอดภัยกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว ทางด้านขอบังคบของกฎจราจรก็มีการควบคุมเช่นกัน มิฉะนั้นอาจถูกดำเนินการหรือเจ้าหน้าที่เรียกจับ-ปรับได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งหากมีการเดินทางด้วยรถ ยนต์

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์แต่ละเกรดรุ่น จะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของรถยนต์รุ่นนั้น บอกกับความจำเป็นในรถยนต์รุ่นนั้น หากแต่ผู้ใช้รถยนต์เคยใช้รถในลักษณะที่มีเข็มขัดนิรภัยประเภทเดียวกันก็อาจ จะไม่มีความแตกต่างกัน เว้นแต่เข็มขัดนิรภัยไม่ใช่ประเภทเดียวกัน สำหรับรถยนต์บางรุ่นการทำงานของเข็มขัดได้มีการเชื่อมโยงหรือเกี่ยวเนื่อง กับระบบถุงลมนิรภัยอีกด้วย ดังนั้นควรศึกษาเพิ่มเติมในรถยนต์รุ่นนั้นๆไว้ด้วยก็ยิ่งดีมากขึ้นเพราะจะมี เงื่อนไขต่างๆระบุไว้
เข็มขัดนิรภัย ก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนต์ ย่อมจะมีการดูแลรักษาของชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์บ้างชิ้นของรถยนต์ จะต้องมีการเปลี่ยนตามอายุการใช้งาน ไฉนเลยเพียงแค่เข็มขัดนิรภัยควรมีความเอาใจใส่กันไว้บ้าง ซึ่งเจ้าของรถยนต์ส่วนมากก็ยังมองข้ามตรงจุดนี้กันอยู่ไม่น้อยทีเดียว จริงอยู่ว่าความเสียหาย การสึกหรอที่จะเกิดขึ้นกับเข็มขัดนิรภัยนั้นค่อนข้างยาก แต่อย่าลืมนะครับหากปล่อยปะละเลย อาจจะสึกหรอเสียหายเร็วก็เป็นได้เช่นกัน

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์บางคันจะเห็นได้ว่า จะมีการผลิกกลับด้าน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อถูกใช้งานในจังหวะดึงกลับหรือย้อนกลับจะมีการ เลื่อนตัวของตัวล๊อคเข็มขัด ดังนั้นในจังหวะนี้สามารถที่จะผลิกกลับได้นั้นเอง วิธีการที่จะแก้ไขนั้นถือว่ายากเหมือนกัน(ถ้าไม่รู้) บวกกับช่องว่างระหว่างร่องเลื่อนนั้นมีขนาดที่เล็ก ทำให้มองว่าต้องถอดน๊อตยึดออกมาเพื่อผลิกด้านตรงปลายสายเข็มขัดนิรภัย แต่ในความจริง จะไม่สามารถถอดกระทำได้ จะต้องทำการผลิตเฉพาะตัวสายเข็มขัดเท่านั้น หากไม่สามารถกระทำด้วยตนเองได้ให้ปรึกษาช่างเทคนิคจะดีมากขึ้น(ขนาดช่างบาง คนยังใช่เวลาที่นาน) และที่กล่าวมาก็เป็นกรณีที่พบบ่อย
อันดับต่อมาในเรื่องของขอบเข็มขัดนิรภัยเสียหาย (เป็นขุย) สาเหตุอาจมาจากการเคลื่อนตัวที่ไม่สมบูรณ์หรืออาจจะติดขัดหรือใช้งานอย่าง รุนแรง ก็เท่ากับว่ามีความเสียหายก่อนเวลาอันควร (รถบางคันเข็มขัดนิรภัยยังดีอยู่) ดังนั้นขอให้ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านเอาใจใส่ เพียงแค่ทำความสะอาดเข็มขัดนิรภัยบ้าง จะพบว่าการเคลื่อนตัวของเข็มขัดนิรภัยเหมือนเดิม ใช้งานได้เป็นปกติ นอกจากนั้น เครื่องแต่งกายเสื้อผ้าก็ไม่เปรอะเปื้อนที่เป็นผลมาจากเข็มขัดนิรภัยที่มี ความสะอาดนั้นเองครับ หากท่านเจ้าของรถยนต์ทุกท่านมีความเอาใจต่อรถยนต์ของท่านไม่เว้นแต่เข็มขัด นิรภัย เชื่อเหลือเกินว่าคงเกิดความพอใจในรถยนต์ที่ท่านผู้อ่านได้ใช้งานทุกท่าน ครับ

ในเมื่อกล่าวถึงเข็มขัดนิรภัย ผู้ขับขี่หรือท่านเจ้าของรถทุกท่านคงนึกภาพออก เพราะในการเดินทางแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารจำเป็นที่จะ ต้องมีการคาดเข็มขัดนิรภัย หากไม่กระทำนอกจากจะไม่ปลอดภัยกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว ทางด้านขอบังคบของกฎจราจรก็มีการควบคุมเช่นกัน มิฉะนั้นอาจถูกดำเนินการหรือเจ้าหน้าที่เรียกจับ-ปรับได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งหากมีการเดินทางด้วยรถ ยนต์

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์แต่ละเกรดรุ่น จะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของรถยนต์รุ่นนั้น บอกกับความจำเป็นในรถยนต์รุ่นนั้น หากแต่ผู้ใช้รถยนต์เคยใช้รถในลักษณะที่มีเข็มขัดนิรภัยประเภทเดียวกันก็อาจ จะไม่มีความแตกต่างกัน เว้นแต่เข็มขัดนิรภัยไม่ใช่ประเภทเดียวกัน สำหรับรถยนต์บางรุ่นการทำงานของเข็มขัดได้มีการเชื่อมโยงหรือเกี่ยวเนื่อง กับระบบถุงลมนิรภัยอีกด้วย ดังนั้นควรศึกษาเพิ่มเติมในรถยนต์รุ่นนั้นๆไว้ด้วยก็ยิ่งดีมากขึ้นเพราะจะมี เงื่อนไขต่างๆระบุไว้
เข็มขัดนิรภัย ก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนต์ ย่อมจะมีการดูแลรักษาของชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์บ้างชิ้นของรถยนต์ จะต้องมีการเปลี่ยนตามอายุการใช้งาน ไฉนเลยเพียงแค่เข็มขัดนิรภัยควรมีความเอาใจใส่กันไว้บ้าง ซึ่งเจ้าของรถยนต์ส่วนมากก็ยังมองข้ามตรงจุดนี้กันอยู่ไม่น้อยทีเดียว จริงอยู่ว่าความเสียหาย การสึกหรอที่จะเกิดขึ้นกับเข็มขัดนิรภัยนั้นค่อนข้างยาก แต่อย่าลืมนะครับหากปล่อยปะละเลย อาจจะสึกหรอเสียหายเร็วก็เป็นได้เช่นกัน

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์บางคันจะเห็นได้ว่า จะมีการผลิกกลับด้าน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อถูกใช้งานในจังหวะดึงกลับหรือย้อนกลับจะมีการ เลื่อนตัวของตัวล๊อคเข็มขัด ดังนั้นในจังหวะนี้สามารถที่จะผลิกกลับได้นั้นเอง วิธีการที่จะแก้ไขนั้นถือว่ายากเหมือนกัน(ถ้าไม่รู้) บวกกับช่องว่างระหว่างร่องเลื่อนนั้นมีขนาดที่เล็ก ทำให้มองว่าต้องถอดน๊อตยึดออกมาเพื่อผลิกด้านตรงปลายสายเข็มขัดนิรภัย แต่ในความจริง จะไม่สามารถถอดกระทำได้ จะต้องทำการผลิตเฉพาะตัวสายเข็มขัดเท่านั้น หากไม่สามารถกระทำด้วยตนเองได้ให้ปรึกษาช่างเทคนิคจะดีมากขึ้น(ขนาดช่างบาง คนยังใช่เวลาที่นาน) และที่กล่าวมาก็เป็นกรณีที่พบบ่อย
อันดับต่อมาในเรื่องของขอบเข็มขัดนิรภัยเสียหาย (เป็นขุย) สาเหตุอาจมาจากการเคลื่อนตัวที่ไม่สมบูรณ์หรืออาจจะติดขัดหรือใช้งานอย่าง รุนแรง ก็เท่ากับว่ามีความเสียหายก่อนเวลาอันควร (รถบางคันเข็มขัดนิรภัยยังดีอยู่) ดังนั้นขอให้ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านเอาใจใส่ เพียงแค่ทำความสะอาดเข็มขัดนิรภัยบ้าง จะพบว่าการเคลื่อนตัวของเข็มขัดนิรภัยเหมือนเดิม ใช้งานได้เป็นปกติ นอกจากนั้น เครื่องแต่งกายเสื้อผ้าก็ไม่เปรอะเปื้อนที่เป็นผลมาจากเข็มขัดนิรภัยที่มี ความสะอาดนั้นเองครับ หากท่านเจ้าของรถยนต์ทุกท่านมีความเอาใจต่อรถยนต์ของท่านไม่เว้นแต่เข็มขัด นิรภัย เชื่อเหลือเกินว่าคงเกิดความพอใจในรถยนต์ที่ท่านผู้อ่านได้ใช้งานทุกท่าน ครับ
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
โช๊คดีอย่างไร ควรที่จะติดดีไหม ????
โช๊คดีอย่างไร ควรที่จะติดดีไหม ????

ตัวถังของรถยนต์ประกอบเข้ากันด้วยด้วยการเชื่อมแบบSpot เพื่อให้สามารถให้ตัวและดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้
ซึ่งตามมาตรฐานจากโรงงานก็ให้ความแข็งแรงในระดับหนึ่งและรองรับการใช้ งานปกติได้
แต่เมื่อมีการนำรถไปโมดิฟายเครื่องยนต์เพื่อใช้งานแบบแข่งขัน โดดคอสะพาน , เข้าโค้ง หรือขับด้วยความเร็วสูง
จะทำให้ตัวถังรถเกิดการบิดตัวมาก ทำให้รถท้ายปัด และไม่นิ่ง
การนำเอาค้ำโช๊คมาใส่จึงเป็นการเสริมความแข็งแรงเพื่อลดการบิดตัวของตัว ถังรถ เป็นการแก้ปัญหาได้วิธีหนึ่ง
ซึ่งค้ำโช๊คก็จะมีค้ำหน้าบนและหลังบนหรือเรียกอีกอย่างว่า Upper Front and Rear Sturt Bar
โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะยึดติดกับเบ้าโช๊คด้านบน ทั้งหน้าและหลัง จะทำหน้าที่ลดการบิดตัวของตัวถัง
นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์สำหรับกับตัวถังช่วงกลางบิดตัว ( Cross Bar )
ซึ่งเจ้าอุปกรณ์ดังกล่าวจะติดตั้งไว้ภายในห้องโดยสารช่วงหลังเบาะคนขับ

ด้านล่างก็จะมีค้ำล่างหน้าและหลังหรือเรียกอีกอย่างว่า Lower Arm Front and Rear
อุปกรณ์ดังกล่าวทำหน้าที่ยึดบู๊ทปีกนกซ้ายและขวาทั้งหน้าและหลังไม่ให้ ดิ้น
เมื่อไม่ดิ้นเวลาตกหลุมจะไม่เกิดอาการเซ และทำให้การเข้าโค้งดีขึ้นลดอาการท้ายปัดได้
การติดตั้งเจ้าอุปกรณ์ดังกล่าว ควรทำร่วมกับการปรับโช๊คอัพให้มีค่าBump และRebound ที่เหมาะสมด้วย
การติดค้ำโช๊ค ไม่ว่าจะแบบบนหรือล่าง หน้าหรือหลัง ถามว่าติดแล้วดีขึ้นเท่าไร
คงตอบเป็นเปอร์เซนต์ยาก เพราะคนส่วนใหญ่ใช้การวัดผลด้วยความรู้สึกเป็นหลัก
แต่ถ้าถามว่ามันดีขึ้นใหม จาการสอบถามผู้ใช้ส่วนใหญ่จะได้คำตอบว่าดีขึ้น
ส่วนหนึ่งดูได้จากการเตรียมรถเพื่อการแข่งขัน ไม่ว่าจะทางฝุ่น , ทางเรียบ , ทางตรง
ทุกรูปแบบสนาม จะพบว่ารถแข่งแทบทุกคันก็จะติดเจ้าอุปกรณ์นี้
ดี - ไม่ดี , คุ้ม - ไม่คุ้ม คุณต้องตัดสินใจเองครับ

ตัวถังของรถยนต์ประกอบเข้ากันด้วยด้วยการเชื่อมแบบSpot เพื่อให้สามารถให้ตัวและดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้
ซึ่งตามมาตรฐานจากโรงงานก็ให้ความแข็งแรงในระดับหนึ่งและรองรับการใช้ งานปกติได้
แต่เมื่อมีการนำรถไปโมดิฟายเครื่องยนต์เพื่อใช้งานแบบแข่งขัน โดดคอสะพาน , เข้าโค้ง หรือขับด้วยความเร็วสูงจะทำให้ตัวถังรถเกิดการบิดตัวมาก ทำให้รถท้ายปัด และไม่นิ่ง
การนำเอาค้ำโช๊คมาใส่จึงเป็นการเสริมความแข็งแรงเพื่อลดการบิดตัวของตัว ถังรถ เป็นการแก้ปัญหาได้วิธีหนึ่ง
ซึ่งค้ำโช๊คก็จะมีค้ำหน้าบนและหลังบนหรือเรียกอีกอย่างว่า Upper Front and Rear Sturt Bar
โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะยึดติดกับเบ้าโช๊คด้านบน ทั้งหน้าและหลัง จะทำหน้าที่ลดการบิดตัวของตัวถัง
นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์สำหรับกับตัวถังช่วงกลางบิดตัว ( Cross Bar )
ซึ่งเจ้าอุปกรณ์ดังกล่าวจะติดตั้งไว้ภายในห้องโดยสารช่วงหลังเบาะคนขับ

ด้านล่างก็จะมีค้ำล่างหน้าและหลังหรือเรียกอีกอย่างว่า Lower Arm Front and Rear
อุปกรณ์ดังกล่าวทำหน้าที่ยึดบู๊ทปีกนกซ้ายและขวาทั้งหน้าและหลังไม่ให้ ดิ้น
เมื่อไม่ดิ้นเวลาตกหลุมจะไม่เกิดอาการเซ และทำให้การเข้าโค้งดีขึ้นลดอาการท้ายปัดได้
การติดตั้งเจ้าอุปกรณ์ดังกล่าว ควรทำร่วมกับการปรับโช๊คอัพให้มีค่าBump และRebound ที่เหมาะสมด้วย
การติดค้ำโช๊ค ไม่ว่าจะแบบบนหรือล่าง หน้าหรือหลัง ถามว่าติดแล้วดีขึ้นเท่าไร
คงตอบเป็นเปอร์เซนต์ยาก เพราะคนส่วนใหญ่ใช้การวัดผลด้วยความรู้สึกเป็นหลัก
แต่ถ้าถามว่ามันดีขึ้นใหม จาการสอบถามผู้ใช้ส่วนใหญ่จะได้คำตอบว่าดีขึ้น

ส่วนหนึ่งดูได้จากการเตรียมรถเพื่อการแข่งขัน ไม่ว่าจะทางฝุ่น , ทางเรียบ , ทางตรง
ทุกรูปแบบสนาม จะพบว่ารถแข่งแทบทุกคันก็จะติดเจ้าอุปกรณ์นี้
ดี - ไม่ดี , คุ้ม - ไม่คุ้ม คุณต้องตัดสินใจเองครับ
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เบาะรถแต่งและเบาะรถแข่ง
เบาะรถแต่งและเบาะรถแข่ง

การแต่งรถนอกจากจะแต่งภายนอกให้สวยแล้ว ภายในก็ต้องสวยด้วย บางท่านคิดว่าเห็นรถแต่งวิ่งผ่านมาภายนอกก็ดูสวยดี ภายในใส่เบาะอะไรก็ไม่รู้ สีแดงบ้าง น้ำเงินบาง ล้วนดูสะดุดตา หรือต้องการแต่งเพื่อโชว์สาวหรือปล่าวไปซื้อแต่งบ้างดีกว่า พอไปดูราคาแทบตกใจหงายผึ่งราคามันช่างแพงเหลือเกิน มีตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆจนถึงแสนต้นๆต่อตัว ทำไมมันถึงแพงอย่างนั้นจริงๆแล้ว เบาะจำพวก racing หรือเบาะรถแต่งมีความสำคัญนอกจากความสวยความงามแล้วยังมีประโยชน์อีกมาก
เบาะ racing มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ semi backetseat เป็นเบาะที่ปรับได้ และพับได้ สามารถปรับการเอนหลังให้ผู้ขับขี่ขับได้สบายที่สุด เหมาะกับรถสปอร์ตสองประตูที่ต้องพับเบาะลง เพื่อให้คนที่นั่งเบาะหลังได้ขึ้น – ลง แบบนี้มักออกแบบโดยมีโครงสร้างภายในเป็นเหล็กลวดขึ้นรูปเป็นโครงเบาะ ใส่ชุดกลไกลที่จะพับเบาะขึ้นลงไว้ที่ฐานเบาะและชุดปรับเดินหน้า–ถอยหลัง ไว้กับชุดรางเบาะ แบบนี้มีโครงสร้างคล้าย เบาะธรรมดาทั่วๆไป แต่จะต่างที่วัสดุที่แข็งแรงกว่า น้ำหนักเบากว่า และออกแบบได้เหมาะกับสรีระของคนขับมากกว่า อีกแบบคือ แบบ fully bracketseat คือ เบาะที่ไม่สามารถปรับเอนนอนได้ เหมาะกับรถที่ใช้ในการแข่งขันและรถที่ไม่ต้องการพับเบาะสำหรับขึ้นลง แบบนี้วัสดุ มีหลายประเภท เช่น แบบโครงเหล็กขึ้นรูปแล้ว ใช้ผ้าเบาะหุ้มนอก และแบบขึ้นรูปด้วยวัสดุ เช่น พลาสติกฉีดขึ้นรูป หรือไฟเบอร์ชนิดต่าง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ มีหลายเกรด แล้วแต่เทคนิคของ แต่ละผู้ผลิต พวกนี้จะมีความแข็งแรงมากกว่า และมีน้ำหนักเบากว่ามาก
ประโยชน์
เบาะ racing นอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์เช่นให้การขับขี่ที่ดีกว่าเนื่องมาจาก เบาะพวกนี้ได้รับการออกแบบมาดีกว่าของโรงงาน เช่นการโอบรัดผู้ขับขี่ให้เข้ารูปและได้สรีระกับผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในการขับขี่เพิ่มขึ้น สามารควบคุมรถได้ดีขึ้น และ จากวัสดุที่ดีกว่าทำให้นั่งสบายกว่าเบาะเดิมที่มาจากโรงงาน จนบางโรงงานต้องใช้เบาะ racing มาใช้ในรถสปอร์ทและรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง มีน้ำหนักเบากว่า เหมาะกับพวกรถที่ใช้ในการแข่งขัน เป็นการลดน้ำหนักรถไปในตัว นิยมใช้พวก fully bracketseat ให้ความแข็งแรงสูง เบาะพวกนี้มีความแข็งแรงมาก เพราะต้องโอบกระชับผู้ขับขี่ในยามที่เกิดอุบัติเหตุ เบาะพวกนี้สามารถป้องกันอันตรายของผู้ขับขี่ได้ เช่น บางรุ่นมีหูป้องกันการกระแทกศีรษะด้านข้างของผู้ขับ บางรุ่นใช้วัสดุพวก คาร์บอนเคฟล่า ที่มีคุณสมบัติแข็งแรงกว่าเหล็ก ยืดหยุ่นตัวได้ดี แต่น้ำหนักเบาะกว่ามาก ให้การยึดเกาะถนนได้ดีกว่า เพราะเบาะพวกนี้จะออกแบบมาให้เตี้ยกว่าเบาะทั่วไป ทำให้น้ำหนักของผู้ขับขี่ มีน้ำหนักกดต่ำลงมีผลในการช่วยลดการโยนตัวของรถในขณะเข้าโค้ง
ใช้ใน การแข่งขันเพราะเบาะพวกนี้ต้องออกแบบมาให้เหมาะกับการแข่งแต่ละประเภท เช่น บางรุ่นเบาะจะมีปีกข้างเดียวใช้ในการแข่งขันรถที่นักแข่งต้องเข้าเกียรบ่อยๆ พวกแรลลี่ พวกที่ใช้ใน NASCAR เบาะจะมีปีกกว้างข้างเดียวเพื่อรับน้ำหนักนักแข่งที่ต้องขับรถวนขวา และออกแบบมา ให้ใช้กับเซพตี้เบลท์ แบบ 6 จุด และ 8 จุด พวกนี้จะสามารถล็อคนักแข่งไม่ให้หลุดไปไหนเวลาเกิดอุบัติเหตุ


การเลือกซื้อ
ส่วนใหญ่แล้วจะเลือกซื้อ ตามลักษณะการใช้งานว่าจะใช้แบบไหน ถ้าต้องการนั่งขับขี่สบาย สามารถขับรถได้นานๆระยะทางไกลๆ ควรเลือกแบบ semi backetseat เพราะสามารถปรับให้เหมาะกับการนั่งได้แต่ถ้าต้องการการขับขี่ที่ดี กระชับตัว เบา และแข็งแรง ก็คงต้องเลือกแบบ fully bracketseat สมัยนี้เลือกได้ทั้งของใหม่และของเก่าเชียงกง และแบบที่เป็นเบาะทรง racing ที่ติดมากับรถโรงงาน เช่น พวก NISSAN SKYLINE GTR , SUBARU IMPRESA , MITSU FTO , MASDA RX7 ,หรือ พวก MITSU EVO และแบบทีผลิตมาจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรงที่นิยมเช่น ของ RECARO , SPARCO , BUDDY CLUB ,BRIDE , TRD และอีกมาก

การติดตั้งและข้อควร ระวัง
เวลาซื้อเบาะควรที่จะซื้อรางเบาะมาให้ตรงกับรุ่นรถของเราเพราะเขาได้ออก แบบ มาได้เหมาะ เช่น ตำแหน่งความสูงต่ำ ตำแหน่งตรงกับพวงมาลัย ต่ำแหน่งการปรับเอนตัว ล้วนต้องมีการออกแบบมาทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นเบาะเก่าเชียงกงเบาะส่วนใหญ่จะไม่มีรางมาคงต้องอาศัยการดัดแปลง แต่ต้องดัดแปลงให้ ขาเบาะมีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักผู้ขับขี่ ตำแหน่งความสูงต่ำ ตำแหน่งพวงมาลัย และ ต้องเพื่อการรับน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นจากแรง G ของรถเวลาออกตัว เข้าโค้ง และเบรก และ ต้องมีความแข็งแรงพอ
ที่จะรองรับการเกิดอุบัติเหตุด้วย

การแต่งรถนอกจากจะแต่งภายนอกให้สวยแล้ว ภายในก็ต้องสวยด้วย บางท่านคิดว่าเห็นรถแต่งวิ่งผ่านมาภายนอกก็ดูสวยดี ภายในใส่เบาะอะไรก็ไม่รู้ สีแดงบ้าง น้ำเงินบาง ล้วนดูสะดุดตา หรือต้องการแต่งเพื่อโชว์สาวหรือปล่าวไปซื้อแต่งบ้างดีกว่า พอไปดูราคาแทบตกใจหงายผึ่งราคามันช่างแพงเหลือเกิน มีตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆจนถึงแสนต้นๆต่อตัว ทำไมมันถึงแพงอย่างนั้นจริงๆแล้ว เบาะจำพวก racing หรือเบาะรถแต่งมีความสำคัญนอกจากความสวยความงามแล้วยังมีประโยชน์อีกมาก
เบาะ racing มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ semi backetseat เป็นเบาะที่ปรับได้ และพับได้ สามารถปรับการเอนหลังให้ผู้ขับขี่ขับได้สบายที่สุด เหมาะกับรถสปอร์ตสองประตูที่ต้องพับเบาะลง เพื่อให้คนที่นั่งเบาะหลังได้ขึ้น – ลง แบบนี้มักออกแบบโดยมีโครงสร้างภายในเป็นเหล็กลวดขึ้นรูปเป็นโครงเบาะ ใส่ชุดกลไกลที่จะพับเบาะขึ้นลงไว้ที่ฐานเบาะและชุดปรับเดินหน้า–ถอยหลัง ไว้กับชุดรางเบาะ แบบนี้มีโครงสร้างคล้าย เบาะธรรมดาทั่วๆไป แต่จะต่างที่วัสดุที่แข็งแรงกว่า น้ำหนักเบากว่า และออกแบบได้เหมาะกับสรีระของคนขับมากกว่า อีกแบบคือ แบบ fully bracketseat คือ เบาะที่ไม่สามารถปรับเอนนอนได้ เหมาะกับรถที่ใช้ในการแข่งขันและรถที่ไม่ต้องการพับเบาะสำหรับขึ้นลง แบบนี้วัสดุ มีหลายประเภท เช่น แบบโครงเหล็กขึ้นรูปแล้ว ใช้ผ้าเบาะหุ้มนอก และแบบขึ้นรูปด้วยวัสดุ เช่น พลาสติกฉีดขึ้นรูป หรือไฟเบอร์ชนิดต่าง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ มีหลายเกรด แล้วแต่เทคนิคของ แต่ละผู้ผลิต พวกนี้จะมีความแข็งแรงมากกว่า และมีน้ำหนักเบากว่ามาก
ประโยชน์
เบาะ racing นอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์เช่นให้การขับขี่ที่ดีกว่าเนื่องมาจาก เบาะพวกนี้ได้รับการออกแบบมาดีกว่าของโรงงาน เช่นการโอบรัดผู้ขับขี่ให้เข้ารูปและได้สรีระกับผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในการขับขี่เพิ่มขึ้น สามารควบคุมรถได้ดีขึ้น และ จากวัสดุที่ดีกว่าทำให้นั่งสบายกว่าเบาะเดิมที่มาจากโรงงาน จนบางโรงงานต้องใช้เบาะ racing มาใช้ในรถสปอร์ทและรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง มีน้ำหนักเบากว่า เหมาะกับพวกรถที่ใช้ในการแข่งขัน เป็นการลดน้ำหนักรถไปในตัว นิยมใช้พวก fully bracketseat ให้ความแข็งแรงสูง เบาะพวกนี้มีความแข็งแรงมาก เพราะต้องโอบกระชับผู้ขับขี่ในยามที่เกิดอุบัติเหตุ เบาะพวกนี้สามารถป้องกันอันตรายของผู้ขับขี่ได้ เช่น บางรุ่นมีหูป้องกันการกระแทกศีรษะด้านข้างของผู้ขับ บางรุ่นใช้วัสดุพวก คาร์บอนเคฟล่า ที่มีคุณสมบัติแข็งแรงกว่าเหล็ก ยืดหยุ่นตัวได้ดี แต่น้ำหนักเบาะกว่ามาก ให้การยึดเกาะถนนได้ดีกว่า เพราะเบาะพวกนี้จะออกแบบมาให้เตี้ยกว่าเบาะทั่วไป ทำให้น้ำหนักของผู้ขับขี่ มีน้ำหนักกดต่ำลงมีผลในการช่วยลดการโยนตัวของรถในขณะเข้าโค้ง
ใช้ใน การแข่งขันเพราะเบาะพวกนี้ต้องออกแบบมาให้เหมาะกับการแข่งแต่ละประเภท เช่น บางรุ่นเบาะจะมีปีกข้างเดียวใช้ในการแข่งขันรถที่นักแข่งต้องเข้าเกียรบ่อยๆ พวกแรลลี่ พวกที่ใช้ใน NASCAR เบาะจะมีปีกกว้างข้างเดียวเพื่อรับน้ำหนักนักแข่งที่ต้องขับรถวนขวา และออกแบบมา ให้ใช้กับเซพตี้เบลท์ แบบ 6 จุด และ 8 จุด พวกนี้จะสามารถล็อคนักแข่งไม่ให้หลุดไปไหนเวลาเกิดอุบัติเหตุ


การเลือกซื้อ
ส่วนใหญ่แล้วจะเลือกซื้อ ตามลักษณะการใช้งานว่าจะใช้แบบไหน ถ้าต้องการนั่งขับขี่สบาย สามารถขับรถได้นานๆระยะทางไกลๆ ควรเลือกแบบ semi backetseat เพราะสามารถปรับให้เหมาะกับการนั่งได้แต่ถ้าต้องการการขับขี่ที่ดี กระชับตัว เบา และแข็งแรง ก็คงต้องเลือกแบบ fully bracketseat สมัยนี้เลือกได้ทั้งของใหม่และของเก่าเชียงกง และแบบที่เป็นเบาะทรง racing ที่ติดมากับรถโรงงาน เช่น พวก NISSAN SKYLINE GTR , SUBARU IMPRESA , MITSU FTO , MASDA RX7 ,หรือ พวก MITSU EVO และแบบทีผลิตมาจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรงที่นิยมเช่น ของ RECARO , SPARCO , BUDDY CLUB ,BRIDE , TRD และอีกมาก

การติดตั้งและข้อควร ระวัง
เวลาซื้อเบาะควรที่จะซื้อรางเบาะมาให้ตรงกับรุ่นรถของเราเพราะเขาได้ออก แบบ มาได้เหมาะ เช่น ตำแหน่งความสูงต่ำ ตำแหน่งตรงกับพวงมาลัย ต่ำแหน่งการปรับเอนตัว ล้วนต้องมีการออกแบบมาทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นเบาะเก่าเชียงกงเบาะส่วนใหญ่จะไม่มีรางมาคงต้องอาศัยการดัดแปลง แต่ต้องดัดแปลงให้ ขาเบาะมีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักผู้ขับขี่ ตำแหน่งความสูงต่ำ ตำแหน่งพวงมาลัย และ ต้องเพื่อการรับน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นจากแรง G ของรถเวลาออกตัว เข้าโค้ง และเบรก และ ต้องมีความแข็งแรงพอ
ที่จะรองรับการเกิดอุบัติเหตุด้วย
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สาระ น่ารู้ ...." เตี้ยสะใจ แต่ขับใจหาย "

ตื่นเต้นกับการได้ล้อใหม่ที่เพิ่มบุคลิกให้กับรถดูสปอร์ตขึ้น น้อยคนที่จะรู้ซึ้งถึงประโยชน์ของยางท้องเตี้ย ซึ่งความเตี้ย อาจส่งผลเสียได้
แฟชั่นยางท้องเตี้ยระบาด เพราะร้านทำล้อแม็กซ์หาทางทำตลาด ต่อยอดด้วยการเสนอล้อแม็กซ์ขอบโต แต่ราคาถูก ทำให้ล้อขอบมากกว่า 15 นี้ว มีราคาย่อมเยาลงกว่าอดีต 30 - 60% ขณะที่ยางโนเนมไร้เกรดก็ทยอยสั่งเข้ามาในตลาดในราคาที่ไม่แพงกว่ายางรถปกติ ใช้มากนัก
บริษัทรถเพิ่มราคา หนีคู่แข่ง สร้างความแปลกในจุดขายด้วยยางล้อโตท้องเตี้ยตามสมัยนิยม ที่ทะยอยใช้ในรถราคาแพง รถแพงแรงขึ้น เบรคโตขึ้น ล้อก็ต้องโตตาม แต่โตได้เท่าที่บังโคลนจะบังคับ จึงไปโผล่ทางล้อโตเท่าเดิม แต่กระทะเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ้นสำหรับจานเบรค ท้องยางเลยเตี้ยลง
อยู่อย่างพอเพียง รถเก่ายังใช้ได้ดี ก็แค่ลงทุนเปลื่ยนรองเท้าใหม่ ก็ทำให้รถดูแลน่าขับด้วยกระทะโต ยางท้องเตี้ย เท่านี้ก็กลายเป็นรถแนว Sport ได้ไม่ยากส์

ปัจจุบัน ยางขอบ 14 และ 15 นี้ว ถือเป็นมาตรฐานติดรถจากโรงงานแทนล้อขอบ 12 และ 13 นี้ว ทำให้คนที่อยากเท่ห์เกินพรรคพวก ดิ้นรนเปลื่ยนล้อติดรถมาเป็นขอบ 16 - 20 นิ้ว เพราะดูเท่ห์เหมือนรถสปอร์ต ราคาแพง
การขยับขนาดล้อนั้น ส่วนมากไม่ได้คำนึงถึงระบบช่วงล่าง ระบบห้ามล้อ และระบบพวงมาลัยแต่อย่างไร เพราะคงเข้าใจว่า ล้อที่โตขึ้นแต่เส้นผ่าศูนย์กลางโดยรวมยังเท่าเดิม มีแค่ยางท้องเตี้ยลงเท่านั้น ซึ่งก็ใช่ครับ แต่ถ้าไม่ใช้งานเกิน 100 กม/ชมบ่อยๆ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร
แต่ในความเป็นจริงนั้น ล้อใหม่ล้อเท่ห์ มีอิทธิพลต่อผู้ขับอย่างมาก เช่น
- อยากขับโชว์
- มั่นใจในการเกาะถนนจากดอกยาง จากความกว้างของหน้ายางที่มักเพิ่มขึ้นจากการใช้เบอร์ที่หน้ากว้างขึ้น หรือ จากกระทะที่หน้ากว้างขึ้นไปเบ่งหน้ายาง ให้กว้างขึ้น
- เชื่อมั่นในการห้ามล้อว่าต้องดีกว่าเก่า เพราะล้อโต ยางท้องเตี้ยจะน้ำหนักรวมน่าจะเบาขึ้น แต่ลืมคิดถึงแรงหนีศูนย์ที่มากขึ้น
เราจึงมักเห็นรถแต่งล้อจะขับรถค่อนข้างซู่ซ่ามาก ทั้งการใช้ความเร็ว ทั้งการแซง ที่เอาถนนเป็นที่ขับสนุกโดยไม่สนใจผู้ใช้ถนนร่วมกัน
ทว่าในมุมอันตรายของยางท้องเตี้ยก็มี แต่เกิดขึ้นเฉพาะของยางแบบนี้ นอกเหนือจากคุณประโยชน์ที่คาดกันมาก ยกตัวอย่าง เช่น........

- ระยะของกระทะกับถนนจะน้อยลง บางครั้งก็น้อยจนไม่เหมาะกับทางขรุขระ หรือทางลูกรังเพราะขอบหลุม เศษหินโตๆ จนถึงลูกรังอาจแทรกไประหว่างขอบแก้มยางกับกระทะ ทำให้เกิดการรั่วของลมที่ขอบล้อได้
- ระบบพวงมาลัยทำงานหนักขึ้น พวกเฟืองทด และลูกหมากคันชัก / คันส่งมักเสียเร็ว แม้แต่ชุดเพาเวอร์พวงมาลัยก็ทำงานหนักขึ้น
- ผ้าเบรคทำงานมากขึ้น เพราะแรงเหวื่ยงหนีศูนย์จะมากขึ้น ประสิทธิภาพในการห้ามล้อลดลง
- เครื่องยนต์จะลดประสิทธิภาพการทำงานลง อัตราเร่งแซงลดลง และอัตราสี้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจะสูงขึ้น เพราะกระทะล้อมีน้ำหนักมากขึ้น การเอาชนะแรงเฉื่อยจะทำได้ยากกว่ายางล้อขอบปกติทั่วไป
จากตัวอย่างดังกล่าวทั้งหมด มีโอกาสถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุได้เสมอ ถึงระดับบาดเจ็บล้มตายได้ ทั้งคนในรถ และคนนอกรถ จึงพึ่งคำนึงถึงความเห่ห์จากล้อด้วย
credit : รูปเพื่อน ๆ newviosclub
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
