วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

12 วิธีการประหยัดน้ำมันแบบง่ายๆ

12 วิธีการประหยัดน้ำมันแบบง่ายๆ

ขั้นตอนการประหยัด ผลที่จะได้รับ

1.เติมน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม หรือก่อน 9 โมงเช้าเสมออุณหภูมิที่เย็นน้ำมันหดตัวได้ปริมาตรมากขึ้น 2%

2.เติมน้ำมันแค่หัวจ่ายตัดพอแล้ว ถ้าเติมจนเต็มปรี่ ร้อนๆน้ำมันจะขยายตัวระเหยทิ้งที่รูระบาย

3.อุ่นเครื่อง 1 นาทีในหน้าร้อนและ 3 นาทีในหน้าหนาว เครื่องจะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้น

4.ค่อยๆออกตัวเมื่อรถจอดนิ่ง 1-2 พันรอบ ได้ความนิ่มนวล ประหยัด และลดการสึกหรอของเครื่องยนต์

5.ควรใช้เกียร์สูงเมื่อรถวิ่งได้ 2500 รอบขึ้นไป การลากเกียร์จะทำให้ชดเกียร์ทำงานจนอายุการใช้งานสั้น

6.เครื่อง 2.0 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด110 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง

7.เครื่อง 1.6 ลิตรขึ้นไปความเร็วคงที่ที่ทำให้ประหยัด 90 กม./ชม. รักษาสเถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง

8.พักรถสัก 15 นาทีเมื่อขับเกิน 4 ชม.เพื่อให้ลดความร้อน ให้น้ำมันในระบบคลายความร้อนกลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง

9.เกียร์ถอยกินน้ำมันมากสุด ควรค่อยๆถอยไม่ต้องรีบ เกียร์ถอยใช้อัตราทดและแรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์

10.ก่อนถึงปลายทางสัก 500 เมตรให้ปิด COM แอร์ลดภาระเครื่อง เป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์และไล่เชื้อราที่อยู่ในนั้นด้วย

11.เช็คลมยางให้สม่ำเสมอทุกๆ 2 อาทิตย์และเมื่อจะออกเดินทางไปต่างจังหวัด ลมยางอ่อนวิ่งได้ช้า ขอบยางสึกมากอายุการใช้งานสั้น

12.พยายามอย่าใส่ของไว้ในรถเยอะ เพิ่มน้ำหนักรถทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้น 20 % ตามระยะทาง

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความรู้เรื่องเกจ์วัดแบบต่างๆๆ




1. มาตรวัดบูสต์ (BOOTS METER)

มาตร วัดตัวนี้จะเห็นในรถยนต์แทบทุกคันที่มี การติดตั้งเทอร์โบเข้าไป รวมถึงรถยนต์ที่มีเทอร์โบมาจากโรงงานก็อาจจะมีตัวนี้มาให้ เนื่องจากมันเป็นตัวบ่งบอกสำคัญให้ผู้ขับขี่ทราบว่า มีแรงดันอากาศ หรือแรงบูสต์เข้ามายังเครื่องยนต์มากน้อยเพียงไร มาตรวัดตัวนี้โดยปกติบนหน้าปัด จะมีค่าตัวเลขด้านล่างขึ้นมาที่ 0 ซึ่งเป็นค่าของ แวคคั่ม หรือ แรงดันลบ และจาก 0 ขึ้นไป จะเป็นของเทอร์โบ หรือ แรงดันบวก และในส่วนของเทอร์โบนี่เองที่จะเป็นส่วนบ่งบอกว่า เทอร์โบ กำลังทำงานอยู่สำหรับการดูค่าอัตราบูสต์เทอร์โบนั้น ถ้าหากว่าเข็มบนมาตรวัดเดินช้ามาก เป็นตัวแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า เทอร์โบมีขนาดใหญ่เกินไป ส่งผลให้ไอเสียที่ไปปั่นใบเทอร์โบไม่พอ การแก้ไขก็น่าจะเป็นการเปลี่ยนเป็นแคมฯ องศาสูง
รือไม่ก็เปลี่ยนจังหวะ ของวาล์วเป็นต้น นอกจากนี้หากบนมาตรวัดชี้ว่ามีแรงบูสต์สูงเกินไปจากที่มีการตั้งค่าเอาไว้ ก็อาจจะสรุปได้ว่าเกิดปัญหาขึ้นที่สปริงวาล์วของเวสต์เกต ที่เป็นตัวควบคุมแรงดันบูสต์ของเทอร์โบเป็นต้น สำหรับมาตรวัดอัตราการบูสต์นี้ อาจจะมีค่าการวัดไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจบ่งบอกค่าการวัดเป็น Bar (บาร์) หรือว่า psi (ปอนด์) อีกทั้งค่าสูงสุดของมาตรวัดบูสต์ ก็ไม่เท่ากัน จึงควรเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการ


2. มาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ (WATER TEMP METER)

สำหรับ มาตรวัดความร้อน ตามปกติในรถธรรมดาทั่วไป ก็จะมีติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
แต่ว่ารถยนต์ทั่วไปนั้นอาจไม่ได้ อ่อนไหวในเรื่องของความร้อนมากนัก ค่าแสดงให้เห็นจึงไม่ละเอียดมากนัก ทั้งนี้เป็นเพราะทางโรงงานตั้งใจทำมาอย่างนั้น เพื่อคนขับจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก แต่ว่าเมื่อไหร่ที่เกจความร้อนขยับสูงขึ้น นั่นหมายความว่าความร้อนขึ้นค่อนข้างมาก ทว่าถ้าเป็นในรถธรรมดา อาจจะยังไม่ก่อปัญหามากนัก ขณะที่รถยนต์ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบและมีการโมดิฟาย หรือปรับบูสต์ เรื่องปัญหาความร้อนมีความสำคัญมาก เพราะอาจหมายถึงความเสียหายที่เกิดกับเครื่องยนต์ได้เลยทีเดียว โดยปกติ เซ็นเซอร์ ที่ใช้วัดความร้อนของเครื่องยนต์จะติดตั้งอยู่ตรงท่อน้ำที่ออกจากเครื่อง ซึ่งอุณหภูมิโดยปกติที่เครื่องยนต์ทำงานควรจะอยู่ที่ราว 90-100 องศาเซลเซียส และควรควบคุมไม่ให้สูงขึ้นเกินไปกว่า 120 องศาเซลเซียส หากว่าอุณหภูมิยังสูงขึ้นก็พอมีวิธีแก้ไขคือ เพิ่มขนาดของหม้อน้ำให้ใหญ่ขึ้น เปิดกันชนหน้าให้ลมผ่านเข้าหม้อน้ำได้ง่ายขึ้น หรือไม่ก็เจาะสคูปดักลมบนฝากระโปรงหน้า ให้ลมเข้ามาเป่าห้องเครื่อง วิธีการเหล่านี้พอจะสามารถทำให้เครื่องยนต์เย็นได้บ้างเหมือนกัน


3. มาตรวัดรอบ (TACHO METER) RPM

สำหรับ มาตรวัดรอบ ก็เหมือนกับมาตรวัดความร้อน คือรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีการติดตั้งมาให้จากโรงงานอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่มีบางคนต้องไปติดเพิ่มอาจจะมาจากเหตุผลต่างกันไป บางคนอาจคิดว่าเป็นอุปกรณ์ตกแต่งสร้างความสวยงาม หรือความเท่ แต่กับบางคนอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นจริง ๆ อย่างรถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายเปลี่ยนไปใช้แคมฯ องศาสูงมาก ๆ จนทำให้สามารถเร่งรอบได้มากกว่าเดิม ซึ่งวัดรอบที่มีติดมากับรถ ไม่สามารถแสดงข้อมูลได้เพียงพอ จึงต้องหาอันใหม่มาติดเข้าไป หรือในรถยนต์ที่ทำขึ้นมาสำหรับการแข่งขันควอเตอร์ไมล์ซึ่งจังหวะการเปลี่ยน เกียร์ ถือเป็นสิ่งที่ต้องการให้ความสำคัญมาก การตัดสินแพ้ชนะอยู่ที่เวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที ดังนั้นมาตรวัดรอบที่มาพร้อมไฟเตือน จึงกลายเป็นอุปกรณ์ช่วยได้อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการแพ้ชนะไม่ได้เพียงอุปกรณ์ที่ว่าเท่านั้น จังหวะฝีมือ สมาธิ ในการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า


4. มาตรวัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง (OIL TEMP METER)

อุณหภูมิ น้ำมันเครื่อง มีความสำคัญมากพอสมควร เพราะถือว่ามีผลกระทบกับเครื่องยนต์โดยตรง หากว่าอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องสูงเกินไป เครื่องยนต์ก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่ใช้ ซึ่งในตลาดน้ำมันเครื่องแยกเป็นหลายประเภท มีทั้งแบบทนความร้อนสูงที่อุณหภูมิสูงถึง 120 องศาเซลเซียส ส่วนบางประเภทอุณหภูมิแค่ 110 องศาเซลเซียส ก็ทนไม่ไหวกลายสภาพเป็นน้ำก็มี โดยปกติของอุณหภูมิน้ำมันเครื่องจะสูง-ต่ำ
ไปในแนวทางเดียวกับอุณหภูมิ ของเครื่องยนต์หรืออุณหภูมิหม้อน้ำ ซึ่งถ้าความร้อนของน้ำขึ้น อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องก็จะขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ในสภาพการใช้งานเครื่องยนต์ควรรักษาอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องให้อยู่ ในช่วง 80-110 องศาเซลเซียส ถ้าหากอุณหภูมิสูงขึ้นไปเกิน 120 องศาเซลเซียส ควรทำให้เย็นลงก่อนจึงใช้งานเครื่องยนต์ต่อไป สำหรับทางออกในการช่วยรักษาอุณหภูมิของน้ำมันเครื่อง รถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายมักมีการใส่ OIL COOLER เข้าไปช่วยก็ทำให้อุณหภูมิน้ำมันเครื่องไม่สูงเกินไป


5. มาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่อง (OIL PRESSURE METER)

มาตรวัดตัวนี้จะมีส่วนสำคัญในการแสดงให้เห็นถึง ประสิทธิภาพของ น้ำมันเครื่อง โดยค่าที่แสดงออกมาให้เห็นจะเป็นเวลาที่เครื่องยนต์ทำงานในรอบสูงๆหรือขณะ ที่เครื่องยนต์ มีอุณหภูมิในการทำงาน เพราะเมื่อน้ำมันเครื่องเจอเข้ากับความร้อนสูง ๆ จะถูกหลอมให้เหลวลง และถ้าน้ำมันเครื่องเหลวมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพความหล่อลื่นก็จะลดลงการสึกหรอ จนถึงการ ระบายความร้อนก็จะลดประสิทธิภาพลงตามไปด้วย ดังนั้นการตรวจสอบตรงจุดนี้จึงมีความสำคัญ ซึ่งมาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่องจะเป็นตัวบ่งบอกข้อมูลนี้ได้ โดยในการแสดงข้อมูลให้เห็นนั้น หากว่ามีแรงดูดน้อย ที่เรียกว่า "แรงดันต่ำ" จะถือว่าการหล่อลื่นไม่ดี เพราะแสดงถึงว่าน้ำมันเครื่องเหลวมาก ใช้แรงดูดน้อยก็ไหลเข้ามาแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าน้ำมันเครื่องมีความหนืดมาก แรงดูดก็ต้องใช้แรงมาก เรียกว่า "แรงดันสูง" จะสังเกตได้ว่าเวลาที่น้ำมันเครื่องยังคงเย็น มาตรวัดจะแสดงว่ามีแรงดันสูง แต่เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้น น้ำมันเครื่องคลายความหนืดลง ความดันก็จะเริ่มต่ำลงมา สำหรับรถยนต์โดยทั่วไปในขณะวิ่ง แรงดันน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ประมาณ
3 - 4 kg/cm2 หรือหากสูงมากก็ไม่ควรจะเกิน 6 kg/cm2


6. มาตรวัดอุณหภูมิท่อไอเสีย (EX. TEMP METER)

อุณหภูมิ ของท่อไอเสีย หลายคนอาจจะมองว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับประสิทธิภาพ การทำงานของเครื่องยนต์ ทว่าในความเป็นจริงมันมีส่วนที่สัมพันธ์กับแรงดันน้ำมัน หรือการไหลของอากาศสำหรับรถที่ผ่านการโมดิฟาย นอกจากน้ำมันเครื่องแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญ ก็คือ ปริมาณการจ่ายน้ำมันเบนซิน ซึ่งปริมาณน้ำมันเบนซินจะมากจะน้อย ก็สามารถวัดได้จากมาตรวัดอุณหภูมิท่อไอเสียนี่เอง ซึ่งหากมีการปรับน้ำมันให้อ่อนลง จะทำให้อุณหภูมิของท่อไอเสียเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นในทางตรงกันข้ามน้ำมันแก่ อุณหภูมิของท่อไอเสีย ก็จะต่ำลง ดังนั้นมาตรวัดอุณหภูมิไอเสีย จึงสามารถบอกข้อมูลของรถในขณะวิ่งได้ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไป มาตรวัดอากาศไหลเข้า หรือว่ามาตรวัดแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ใช้บอกข้อมูลในทางเดียวกัน


7. มาตรวัดแรงดันเชื้อเพลิง (FUEL PRESSURE METER)

สำหรับ มาตรวัดตัวนี้ใช้เป็นตัวเช็คแรงดันน้ำมันเชื้อ เพลิงว่า ในขณะที่เหยียบคันเร่งแล้วน้ำมันขึ้นมาตามปริมาณที่เราออกแรงกดลงไปบนคัน เร่งหรือไม่ สำหรับคนที่ใช้รถแบบปรกติหรือใช้บนถนนทั่วไป มาตรวัดตัวนี้คงจะไม่จำเป็น อย่างไรก็ดีหากว่า ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือหัวฉีดเกิดมีปัญหาขึ้นมา มาตรวัดที่บอกค่าของแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ก็สามารถเป็นตัวบอกความผิดปกติได้ วิธีดูมาตรวัดตัวนี้ จะใช้ดูค่าในขณะที่รถยนต์ติดเครื่องเดินเบาเป็นหลัก สำหรับรถยนต์ที่มีเทอร์โบติดตั้งอยู่ด้วยค่าของแรงดันนี้จะขึ้นไปตามอัตรา การบูสต์ เช่น ค่าที่วัดได้ในขณะเดินเบามีค่าเป็น 3 บาร์ แต่เมื่อเทอร์โบบูสต์ไป 1 บาร์ ค่าบนของมาตรวัดจะชี้ไปที่ 4 บาร์ ซึ่งหากว่าแรงดันนี้ตกลง นั่นหมายถึงว่าขนาดของปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือหัวฉีดที่ใช้ไม่เพียงพอ เสียแล้ว ดังนั้นมาตรวัดตัวนี้จึงมีความจำเป็นไม่น้อยสำหรับรถยนต์เทอร์โบ ซึ่งผู้ขับขี่ความสังเกตค่าแรงดันในขณะที่เดินเบาเป็นหลัก และสังเกตว่าแรงดันน้ำมัน นั้นขึ้นไปตามอัตราการบูสต์หรือไม่


8. มาตรวัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง (A/F METER)

มาตรวัดตัวนี้เป็นการเช็คความสมดุลระหว่าง อากาศกับ น้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับ A/F คืออัตราส่วนระหว่างอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งโดยทั่วไปอัตราส่วนตามหลักการนี้จะต้องมีค่าเท่ากับ 14 ในขณะที่เครื่องเดินเบา เลข 14 ก็จะหมายถึงอากาศ 14 ส่วน/น้ำมัน 1 ส่วน ซึ่งจะผสมอยู่ในห้องเผาไหม้สำหรับจุดระเบิด และค่านี้จะต่ำลงไปในขณะที่มีการเร่งเนื่องจากปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้น และค่า A/F นี้จะสูงขึ้นในขณะที่ทำการถอนคันเร่ง โดยค่า A/F นี้จะถูกแบ่งออกเป็น "บาง" กับ "หนา" ซึ่งถ้าต้องการทำให้รถแรงขึ้น ก็ต้องปรับให้ค่า A/F ให้มีค่าที่บางลง คือการปรับให้น้ำมันน้อยลง-อากาศมากขึ้น อย่างไรก็ตามการปรับในลักษณะดังกล่าว ก็มีผลทำให้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้สูงขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีการปรับอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ค่า A/F ไม่ควรสูงเกินกว่า 12 เพราะนั่นหมายความว่าน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยเกินไป ซึ่งในรถที่มีการโมดิฟาย ควรจะให้มีค่า A/F ขณะเร่งอยู่ในช่วง 10.5- 11.5 ก็พอ


9. แวคคั่ม มิเตอร์ (VACCUM METER)

มาตรวัด VACCUM ตัวนี้ จริง ๆ แล้วมันก็อยู่ในมาตรวัดตัวเดียวกับมาตรวัดอัตราบูสต์เทอร์โบ มาตรวัดตัวนี้จะตอบสนองกับ อัตราการเหยียบคันเร่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเช็คความสิ้นเปลืองน้ำมันได้เหมือนกัน สำหรับการดูค่าของมาตรวัดตัวนี้ต้องดูเวลา เครื่องเดินเบา ซึ่งจะดูได้จากค่าสุญญากาศ ถ้าค่าสุญญากาศนี้มีมาก ก็จะถือได้ว่าเครื่องยังคงมีสภาพที่สมบูรณ์ ไม่รั่วซึม แต่ถ้าค่านี้ลดลงไปมาก นั่นก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม มาตรวัดตัวนี้จึงเป็นมาตรวัดที่อาจมีไว้เช็คสภาพของเครื่องยนต์ได้ ทั้งนี้ในขณะเครื่องยนต์เดินเบาถ้าเข็มบนมาตรวัดนี้บอกค่าไม่ถึง 300 cmHg นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าเครื่องยนต์มีสภาพย่ำแย่ โดยเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ที่มีความสมบูรณ์ค่าตัวนี้จะอยู่ที่ประมาณ 450 cmHg


10. โวลต์ มิเตอร์ (VOLT METER)

เป็น ตัวบอกค่าพิกัดแรงดันไฟฟ้าในรถยนต์ ทำให้เราสามารถรับรู้ได้เลยว่าแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ที่เราใช้งานอยู่ ปัจจุบันว่าเสือมหรือยัง หรือแบ็ตจะหมดไหม ทำให้เรารู้ได้ล่วงหน้าว่าสมควรถึงเวลาเปลี่ยนแบ็ตแล้วหรือไม่

ประโยชน์ ที่ได้จากการติดโวลท์มิเตอร์ในรถ

วิเคราะห์ระบบไฟฟ้าในรถจากค่าที่ อ่านได้จากโวลท์มิเตอร์

- ขณะดับเครื่องค่าควรอยู่ประมาณ 12-12.8 โวลท์ ถ้าต่ำกว่า12 ถือว่าผิดปกติอาจมีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม(เก็บไฟไม่อยู่ )หรือไดชาร์จชาร์จไฟได้ไม่เต็มที่(ดูในหัวข้อตรวจสอบไดชาร์จ)

- วิธีตรวจสอบว่าแบตเสื่อมหรือไม่ทดสอบได้โดยหลังจากขับรถปกติมาจอดและดับ เครื่องประมาณ 1 นาทีค่าที่อ่านจากมิเตอร์ต้องมีค่าระหว่าง 12-12.8 โวลท์ หลังจอดไว้(4-6ชั่วโมง)หรือข้ามวันค่าที่อ่านได้ต้องประมาณ 12-12.8 โวลท์ เท่าเดิมถือว่าปกติ ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้มากๆเช่น11.5-11.9 แบตเตรี่เริ่มเก็บไฟไม่อยู่แต่ยังพอไหว แต่ถ้าต่ำกว่า 11.5 โวลท์ลงไป ถือว่าอันตรายเพราะถ้าจอดทิ้งสัก 2 วันอาจสตาร์ทไม่ติด(ถ้าอายุแบตเตอรี่ยังใหม่ก็อาจจะเกิดจากมีกระแสไฟฟ้า รั่วลงกราวด์แนะนำเข้าร้านให้ช่างไฟฟ้ารถยนต์ตรวจสอบครับ) ***อายุแบตเตอรี่ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 18-24 เดือน แล้วแต่การดูแล*** ตรวจสอบไดชาร์จจากการอ่านค่าจากโวลท์มิเตอร์ ให้ทำการติดเครื่องยนต์แล้วอ่านค่าจากโวลท์มิเตอร์ค่าปกติจได้ดังนี้

1.ที่ รอบเครื่องยนต์ 1000 รอบต่อนาที(รอบเดินเบา) จะต้องมีค่าประมาณ13.5-13.8 โวลท์ ถ้ามีค่าต่ำกว่านี้เช่น 12.8-13.4 โวลท์ไดชาร์จเริ่มมีปัญหาคือชาร์จไฟได้ไม่เต็มที่ ถ้าต่ำกว่า12.8 โวลท์แสดงว่าไดชาร์จไม่ชาร์จกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอริ่ และถ้าต่ำกว่า12 โวลท์ถือว่าขณะนั้นระบบไฟฟ้าในรถดึงกระแสไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้งานเพียงอย่าง เดียวให้ทำการตรวจซ่อมไดชาร์จ

2.ที่รอบเครื่องยนต์ 2000-2500 รอบต่อนาที จะต้องมีค่าประมาณ13.8-14.7 โวลท์ อาจมากกว่านี้ได้เล็กน้อยแต่ต้องไม่เกิน 15 โวลท์ถ้ามากกว่า 15 โวลท์อาจมีสาเหตุมาจากเรกกูเตอร์(วงจรควบคุมแรงดันของไดชาร์จ)อาจมีปัญหา ผลเสียคือแบตเตอรี่อาจเสื่อมเร็วเพราะถูกชาร์จด้วยแรงดันที่สูงเกิน ทำให้เกิดความร้อนสูงในแบตฯถ้าร้อนมากๆจะทำให้น้ำกลั่นเดือดได้

ทดสอบ ว่าไดชาร์จจ่ายกระแสเพียงพอหรือไม่ สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้ทำตามข้อ1และ2 แล้วทำการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทุกอย่างเช่นไฟหน้า,แอร์,ที่ปัดน้ำฝน,เครื่อง เสียง ฯลฯ แรงดันที่วัดได้ต้องเหมือนกับค่าปกติในข้อ 1 และ 2 ถ้าค่าที่วัดได้ตกลงมากแสดงว่าไดชาร์จจ่ายกระแสไม่พออาการนี้อาจไม่เกิดขึ้น กับรถเดิมๆแต่จะมีผลในรถที่ติดตั้งเครื่องเสียง แรงๆผลเสียคืออาจทำให้ไดชาร์จทำงานตลอดเวลาทำให้อายุการใช้งานต่ำลง

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วิธี การดูแล ล้อแม็ก ให้สวย

การทำให้ ล้อแม็ก สวยนั้น เป็นเรื่องที่ดูแล้วไม่ยากนัก แต่การที่จะทำ ล้อแม็ก ของคุณสวยภายใต้ความแข็งแรง, และปลอดภัย เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก และบทความข้างล่างนี้อาจเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย เพื่อให้คุณได้รู้วิธีการดูแลรักษา ล้อแม็ก ให้สวยคงทน คู่รถของท่านไปนานแสนนาน

การล้างทำ ความสะอาด ล้อแม็กซ์

เมื่อคุณประกอบ ล้อแม็ก อันสวยงามของคุณเข้ากับรถแล้ว เมื่อมีการขับขี่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือคราบสิ่งสกปรกที่จะเข้ามาติดกับ ล้อแม็ก ของคุณไม่ว่าจะเป็นคราบ น้ำมัน ยางมะตอยจากท้องถนน ฝุ่นผงจาก ผ้าเบรค เศษหิน ดิน โคลน ต่างๆ ดังนั้นเมื่อมีสิ่งเหล่านี้ติดมาก็ต่อทำการล้างโดยเร็ว ด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาด พึงระวังอย่าใช้แปรงหรือเส้นใยสังเคราะห์ที่มีความแข็งกระด้าง รวมไปถึง ยาขัดสี โดยเด็ดขาด หรือควรหลีกเลี่ยง การล้างรถ ด้วยเครื่องล้างอัตโนมัติ เพราะแปรงที่แข็งก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ผิว ล้อแม็กซ์ ของคุณเป็นรอยได้

ควรหลีกเลี่ยง การล้างล้อแม็ก ในขณะที่ ล้อแม็ก กำลังร้อนอยู่ เพราะเมื่อเราล้างด้วยน้ำสบู่ มักจะแห้งเร็วทำให้เกิดคราบเป็นจุดติดที่หน้าล้อได้ ดังนั้นจึงควรปล่อยให้ ล้อแม็ก เย็นก่อนทุกครั้งที่ทำการล้าง การทำความสะอาด ควรใช้น้ำฉีดล้างบริเวณที่ถูสบู่ไปแล้ว แต่ต้องล้างก่อนที่คราบรอยแห้งของสบู่จะค้างติดอยู่ ควรใช้ฟองน้ำนุ่มๆ ถูบริเวณ ล้อแม็กซ์ และควรมี ฟองน้ำแยกกันระหว่างการล้าง ล้อแม็ก กับการล้างส่วนอื่นของตัวรถ เพราะ ล้อเป็นส่วนที่มีสิ่งสกปรกได้ง่าย หากใช้ฟองน้ำอันเดียวกัน ก็จะทำให้สิ่งสกปรกและ เม็ดทราย ไปติดหรือทำลายผิวสีของส่วนอื่นก็ได้

ล้อ ขอบเงา

ส่วนล้อที่เป็นลักษณะขอบเงา การดูแลอาจต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะส่วนใหญ่มักจะ เคลือบ แลคเกอร์ ไว้ แต่ถึงอย่างไร ความคงทนก็ย่อมด้อยกว่า การทำสี ดังนั้นไม่ควรใช้แปรงที่ขนแข็ง หรือใช้วัสดุอื่น ขัดอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ ฟิลม์ แลคเกอร์ ซึ่งค่อนข้างบางอยู่แล้ว เกิดชำรุด ซึ่งจะก่อให้เกิดคราบขี้เกลือ ( สนิมขาว Oxidation ) เกิดขึ้น




ล้อแม็ก มีคราบ ยางมะตอย ติด ให้ทำดังนี้ครับ...

หา น้ำมันสน หรือ น้ำมันก๊าด จุ่มกับ เศษผ้า เช็ดตามจุด ที่ ยางมะตอย ติด
หลังจากนั้น ล้าง ล้อแม็ก ด้วย แชมพูล้างรถ หรือไม่ ก็เอา น้ำยาล้างจาน แทนก็ได้ ตามด้วย ล้างน้ำเปล่าซ้ำ แล้วเช็ดให้แห้ง
หากอยากให้ ล้อแม็ก ของท่านสวยเงางาม ก็หายาขัดชนิดละเอียดที่สุด ลูบหรือเช็ดเบาๆ ((( หลีกเลี่ยงการขัดอย่างรุนแรง ))) เพราะจะทำให้ แลคเกอร์ ที่เคลือบนั้น บางลง ซึ่งจะทำให้การปกป้องของสี ลดลงตามไปด้วย

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“เข็มขัดนิรภัย”

รถยนต์ทุกคันตั้งแต่มีการผลิตเกิดขึ้นมานั้น มีสิ่งต่างๆที่จำเป็นมากมายไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น, อุปกรณ์ทางด้านความปลอดภัยและอุปกรณ์อื่นๆ ยิ่งเป็นสมัยนี้ผู้ผลิตได้คำนึงถึงความปลอดภัยค่อนข้างจะมาเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้น ในรถยนต์จำเป็นที่จะต้องติดตั้งมีไว้สำหรับการใช้งานและในครั้งนี้ขอกล่าว ถึงคือ “เข็มขัดนิรภัย”



ในเมื่อกล่าวถึงเข็มขัดนิรภัย ผู้ขับขี่หรือท่านเจ้าของรถทุกท่านคงนึกภาพออก เพราะในการเดินทางแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารจำเป็นที่จะ ต้องมีการคาดเข็มขัดนิรภัย หากไม่กระทำนอกจากจะไม่ปลอดภัยกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว ทางด้านขอบังคบของกฎจราจรก็มีการควบคุมเช่นกัน มิฉะนั้นอาจถูกดำเนินการหรือเจ้าหน้าที่เรียกจับ-ปรับได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งหากมีการเดินทางด้วยรถ ยนต์




เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์แต่ละเกรดรุ่น จะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบของรถยนต์รุ่นนั้น บอกกับความจำเป็นในรถยนต์รุ่นนั้น หากแต่ผู้ใช้รถยนต์เคยใช้รถในลักษณะที่มีเข็มขัดนิรภัยประเภทเดียวกันก็อาจ จะไม่มีความแตกต่างกัน เว้นแต่เข็มขัดนิรภัยไม่ใช่ประเภทเดียวกัน สำหรับรถยนต์บางรุ่นการทำงานของเข็มขัดได้มีการเชื่อมโยงหรือเกี่ยวเนื่อง กับระบบถุงลมนิรภัยอีกด้วย ดังนั้นควรศึกษาเพิ่มเติมในรถยนต์รุ่นนั้นๆไว้ด้วยก็ยิ่งดีมากขึ้นเพราะจะมี เงื่อนไขต่างๆระบุไว้


เข็มขัดนิรภัย ก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของรถยนต์ ย่อมจะมีการดูแลรักษาของชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์บ้างชิ้นของรถยนต์ จะต้องมีการเปลี่ยนตามอายุการใช้งาน ไฉนเลยเพียงแค่เข็มขัดนิรภัยควรมีความเอาใจใส่กันไว้บ้าง ซึ่งเจ้าของรถยนต์ส่วนมากก็ยังมองข้ามตรงจุดนี้กันอยู่ไม่น้อยทีเดียว จริงอยู่ว่าความเสียหาย การสึกหรอที่จะเกิดขึ้นกับเข็มขัดนิรภัยนั้นค่อนข้างยาก แต่อย่าลืมนะครับหากปล่อยปะละเลย อาจจะสึกหรอเสียหายเร็วก็เป็นได้เช่นกัน




เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์บางคันจะเห็นได้ว่า จะมีการผลิกกลับด้าน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อถูกใช้งานในจังหวะดึงกลับหรือย้อนกลับจะมีการ เลื่อนตัวของตัวล๊อคเข็มขัด ดังนั้นในจังหวะนี้สามารถที่จะผลิกกลับได้นั้นเอง วิธีการที่จะแก้ไขนั้นถือว่ายากเหมือนกัน(ถ้าไม่รู้) บวกกับช่องว่างระหว่างร่องเลื่อนนั้นมีขนาดที่เล็ก ทำให้มองว่าต้องถอดน๊อตยึดออกมาเพื่อผลิกด้านตรงปลายสายเข็มขัดนิรภัย แต่ในความจริง จะไม่สามารถถอดกระทำได้ จะต้องทำการผลิตเฉพาะตัวสายเข็มขัดเท่านั้น หากไม่สามารถกระทำด้วยตนเองได้ให้ปรึกษาช่างเทคนิคจะดีมากขึ้น(ขนาดช่างบาง คนยังใช่เวลาที่นาน) และที่กล่าวมาก็เป็นกรณีที่พบบ่อย

อันดับต่อมาในเรื่องของขอบเข็มขัดนิรภัยเสียหาย (เป็นขุย) สาเหตุอาจมาจากการเคลื่อนตัวที่ไม่สมบูรณ์หรืออาจจะติดขัดหรือใช้งานอย่าง รุนแรง ก็เท่ากับว่ามีความเสียหายก่อนเวลาอันควร (รถบางคันเข็มขัดนิรภัยยังดีอยู่) ดังนั้นขอให้ผู้ใช้รถยนต์ทุกท่านเอาใจใส่ เพียงแค่ทำความสะอาดเข็มขัดนิรภัยบ้าง จะพบว่าการเคลื่อนตัวของเข็มขัดนิรภัยเหมือนเดิม ใช้งานได้เป็นปกติ นอกจากนั้น เครื่องแต่งกายเสื้อผ้าก็ไม่เปรอะเปื้อนที่เป็นผลมาจากเข็มขัดนิรภัยที่มี ความสะอาดนั้นเองครับ หากท่านเจ้าของรถยนต์ทุกท่านมีความเอาใจต่อรถยนต์ของท่านไม่เว้นแต่เข็มขัด นิรภัย เชื่อเหลือเกินว่าคงเกิดความพอใจในรถยนต์ที่ท่านผู้อ่านได้ใช้งานทุกท่าน ครับ

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โช๊คดีอย่างไร ควรที่จะติดดีไหม ????

โช๊คดีอย่างไร ควรที่จะติดดีไหม ????



ตัวถังของรถยนต์ประกอบเข้ากันด้วยด้วยการเชื่อมแบบSpot เพื่อให้สามารถให้ตัวและดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้
ซึ่งตามมาตรฐานจากโรงงานก็ให้ความแข็งแรงในระดับหนึ่งและรองรับการใช้ งานปกติได้

แต่เมื่อมีการนำรถไปโมดิฟายเครื่องยนต์เพื่อใช้งานแบบแข่งขัน โดดคอสะพาน , เข้าโค้ง หรือขับด้วยความเร็วสูง
จะทำให้ตัวถังรถเกิดการบิดตัวมาก ทำให้รถท้ายปัด และไม่นิ่ง
การนำเอาค้ำโช๊คมาใส่จึงเป็นการเสริมความแข็งแรงเพื่อลดการบิดตัวของตัว ถังรถ เป็นการแก้ปัญหาได้วิธีหนึ่ง

ซึ่งค้ำโช๊คก็จะมีค้ำหน้าบนและหลังบนหรือเรียกอีกอย่างว่า Upper Front and Rear Sturt Bar
โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะยึดติดกับเบ้าโช๊คด้านบน ทั้งหน้าและหลัง จะทำหน้าที่ลดการบิดตัวของตัวถัง
นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์สำหรับกับตัวถังช่วงกลางบิดตัว ( Cross Bar )
ซึ่งเจ้าอุปกรณ์ดังกล่าวจะติดตั้งไว้ภายในห้องโดยสารช่วงหลังเบาะคนขับ



ด้านล่างก็จะมีค้ำล่างหน้าและหลังหรือเรียกอีกอย่างว่า Lower Arm Front and Rear
อุปกรณ์ดังกล่าวทำหน้าที่ยึดบู๊ทปีกนกซ้ายและขวาทั้งหน้าและหลังไม่ให้ ดิ้น
เมื่อไม่ดิ้นเวลาตกหลุมจะไม่เกิดอาการเซ และทำให้การเข้าโค้งดีขึ้นลดอาการท้ายปัดได้
การติดตั้งเจ้าอุปกรณ์ดังกล่าว ควรทำร่วมกับการปรับโช๊คอัพให้มีค่าBump และRebound ที่เหมาะสมด้วย

การติดค้ำโช๊ค ไม่ว่าจะแบบบนหรือล่าง หน้าหรือหลัง ถามว่าติดแล้วดีขึ้นเท่าไร
คงตอบเป็นเปอร์เซนต์ยาก เพราะคนส่วนใหญ่ใช้การวัดผลด้วยความรู้สึกเป็นหลัก
แต่ถ้าถามว่ามันดีขึ้นใหม จาการสอบถามผู้ใช้ส่วนใหญ่จะได้คำตอบว่าดีขึ้น

ส่วนหนึ่งดูได้จากการเตรียมรถเพื่อการแข่งขัน ไม่ว่าจะทางฝุ่น , ทางเรียบ , ทางตรง
ทุกรูปแบบสนาม จะพบว่ารถแข่งแทบทุกคันก็จะติดเจ้าอุปกรณ์นี้

ดี - ไม่ดี , คุ้ม - ไม่คุ้ม คุณต้องตัดสินใจเองครับ

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เบาะรถแต่งและเบาะรถแข่ง

เบาะรถแต่งและเบาะรถแข่ง



การแต่งรถนอกจากจะแต่งภายนอกให้สวยแล้ว ภายในก็ต้องสวยด้วย บางท่านคิดว่าเห็นรถแต่งวิ่งผ่านมาภายนอกก็ดูสวยดี ภายในใส่เบาะอะไรก็ไม่รู้ สีแดงบ้าง น้ำเงินบาง ล้วนดูสะดุดตา หรือต้องการแต่งเพื่อโชว์สาวหรือปล่าวไปซื้อแต่งบ้างดีกว่า พอไปดูราคาแทบตกใจหงายผึ่งราคามันช่างแพงเหลือเกิน มีตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆจนถึงแสนต้นๆต่อตัว ทำไมมันถึงแพงอย่างนั้นจริงๆแล้ว เบาะจำพวก racing หรือเบาะรถแต่งมีความสำคัญนอกจากความสวยความงามแล้วยังมีประโยชน์อีกมาก

เบาะ racing มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ semi backetseat เป็นเบาะที่ปรับได้ และพับได้ สามารถปรับการเอนหลังให้ผู้ขับขี่ขับได้สบายที่สุด เหมาะกับรถสปอร์ตสองประตูที่ต้องพับเบาะลง เพื่อให้คนที่นั่งเบาะหลังได้ขึ้น – ลง แบบนี้มักออกแบบโดยมีโครงสร้างภายในเป็นเหล็กลวดขึ้นรูปเป็นโครงเบาะ ใส่ชุดกลไกลที่จะพับเบาะขึ้นลงไว้ที่ฐานเบาะและชุดปรับเดินหน้า–ถอยหลัง ไว้กับชุดรางเบาะ แบบนี้มีโครงสร้างคล้าย เบาะธรรมดาทั่วๆไป แต่จะต่างที่วัสดุที่แข็งแรงกว่า น้ำหนักเบากว่า และออกแบบได้เหมาะกับสรีระของคนขับมากกว่า อีกแบบคือ แบบ fully bracketseat คือ เบาะที่ไม่สามารถปรับเอนนอนได้ เหมาะกับรถที่ใช้ในการแข่งขันและรถที่ไม่ต้องการพับเบาะสำหรับขึ้นลง แบบนี้วัสดุ มีหลายประเภท เช่น แบบโครงเหล็กขึ้นรูปแล้ว ใช้ผ้าเบาะหุ้มนอก และแบบขึ้นรูปด้วยวัสดุ เช่น พลาสติกฉีดขึ้นรูป หรือไฟเบอร์ชนิดต่าง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ มีหลายเกรด แล้วแต่เทคนิคของ แต่ละผู้ผลิต พวกนี้จะมีความแข็งแรงมากกว่า และมีน้ำหนักเบากว่ามาก

ประโยชน์

เบาะ racing นอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์เช่นให้การขับขี่ที่ดีกว่าเนื่องมาจาก เบาะพวกนี้ได้รับการออกแบบมาดีกว่าของโรงงาน เช่นการโอบรัดผู้ขับขี่ให้เข้ารูปและได้สรีระกับผู้ขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในการขับขี่เพิ่มขึ้น สามารควบคุมรถได้ดีขึ้น และ จากวัสดุที่ดีกว่าทำให้นั่งสบายกว่าเบาะเดิมที่มาจากโรงงาน จนบางโรงงานต้องใช้เบาะ racing มาใช้ในรถสปอร์ทและรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง มีน้ำหนักเบากว่า เหมาะกับพวกรถที่ใช้ในการแข่งขัน เป็นการลดน้ำหนักรถไปในตัว นิยมใช้พวก fully bracketseat ให้ความแข็งแรงสูง เบาะพวกนี้มีความแข็งแรงมาก เพราะต้องโอบกระชับผู้ขับขี่ในยามที่เกิดอุบัติเหตุ เบาะพวกนี้สามารถป้องกันอันตรายของผู้ขับขี่ได้ เช่น บางรุ่นมีหูป้องกันการกระแทกศีรษะด้านข้างของผู้ขับ บางรุ่นใช้วัสดุพวก คาร์บอนเคฟล่า ที่มีคุณสมบัติแข็งแรงกว่าเหล็ก ยืดหยุ่นตัวได้ดี แต่น้ำหนักเบาะกว่ามาก ให้การยึดเกาะถนนได้ดีกว่า เพราะเบาะพวกนี้จะออกแบบมาให้เตี้ยกว่าเบาะทั่วไป ทำให้น้ำหนักของผู้ขับขี่ มีน้ำหนักกดต่ำลงมีผลในการช่วยลดการโยนตัวของรถในขณะเข้าโค้ง

ใช้ใน การแข่งขันเพราะเบาะพวกนี้ต้องออกแบบมาให้เหมาะกับการแข่งแต่ละประเภท เช่น บางรุ่นเบาะจะมีปีกข้างเดียวใช้ในการแข่งขันรถที่นักแข่งต้องเข้าเกียรบ่อยๆ พวกแรลลี่ พวกที่ใช้ใน NASCAR เบาะจะมีปีกกว้างข้างเดียวเพื่อรับน้ำหนักนักแข่งที่ต้องขับรถวนขวา และออกแบบมา ให้ใช้กับเซพตี้เบลท์ แบบ 6 จุด และ 8 จุด พวกนี้จะสามารถล็อคนักแข่งไม่ให้หลุดไปไหนเวลาเกิดอุบัติเหตุ






การเลือกซื้อ


ส่วนใหญ่แล้วจะเลือกซื้อ ตามลักษณะการใช้งานว่าจะใช้แบบไหน ถ้าต้องการนั่งขับขี่สบาย สามารถขับรถได้นานๆระยะทางไกลๆ ควรเลือกแบบ semi backetseat เพราะสามารถปรับให้เหมาะกับการนั่งได้แต่ถ้าต้องการการขับขี่ที่ดี กระชับตัว เบา และแข็งแรง ก็คงต้องเลือกแบบ fully bracketseat สมัยนี้เลือกได้ทั้งของใหม่และของเก่าเชียงกง และแบบที่เป็นเบาะทรง racing ที่ติดมากับรถโรงงาน เช่น พวก NISSAN SKYLINE GTR , SUBARU IMPRESA , MITSU FTO , MASDA RX7 ,หรือ พวก MITSU EVO และแบบทีผลิตมาจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรงที่นิยมเช่น ของ RECARO , SPARCO , BUDDY CLUB ,BRIDE , TRD และอีกมาก




การติดตั้งและข้อควร ระวัง


เวลาซื้อเบาะควรที่จะซื้อรางเบาะมาให้ตรงกับรุ่นรถของเราเพราะเขาได้ออก แบบ มาได้เหมาะ เช่น ตำแหน่งความสูงต่ำ ตำแหน่งตรงกับพวงมาลัย ต่ำแหน่งการปรับเอนตัว ล้วนต้องมีการออกแบบมาทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นเบาะเก่าเชียงกงเบาะส่วนใหญ่จะไม่มีรางมาคงต้องอาศัยการดัดแปลง แต่ต้องดัดแปลงให้ ขาเบาะมีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักผู้ขับขี่ ตำแหน่งความสูงต่ำ ตำแหน่งพวงมาลัย และ ต้องเพื่อการรับน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นจากแรง G ของรถเวลาออกตัว เข้าโค้ง และเบรก และ ต้องมีความแข็งแรงพอ
ที่จะรองรับการเกิดอุบัติเหตุด้วย

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สาระ น่ารู้ ...." เตี้ยสะใจ แต่ขับใจหาย "



ตื่นเต้นกับการได้ล้อใหม่ที่เพิ่มบุคลิกให้กับรถดูสปอร์ตขึ้น น้อยคนที่จะรู้ซึ้งถึงประโยชน์ของยางท้องเตี้ย ซึ่งความเตี้ย อาจส่งผลเสียได้

แฟชั่นยางท้องเตี้ยระบาด เพราะร้านทำล้อแม็กซ์หาทางทำตลาด ต่อยอดด้วยการเสนอล้อแม็กซ์ขอบโต แต่ราคาถูก ทำให้ล้อขอบมากกว่า 15 นี้ว มีราคาย่อมเยาลงกว่าอดีต 30 - 60% ขณะที่ยางโนเนมไร้เกรดก็ทยอยสั่งเข้ามาในตลาดในราคาที่ไม่แพงกว่ายางรถปกติ ใช้มากนัก

บริษัทรถเพิ่มราคา หนีคู่แข่ง สร้างความแปลกในจุดขายด้วยยางล้อโตท้องเตี้ยตามสมัยนิยม ที่ทะยอยใช้ในรถราคาแพง รถแพงแรงขึ้น เบรคโตขึ้น ล้อก็ต้องโตตาม แต่โตได้เท่าที่บังโคลนจะบังคับ จึงไปโผล่ทางล้อโตเท่าเดิม แต่กระทะเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ้นสำหรับจานเบรค ท้องยางเลยเตี้ยลง

อยู่อย่างพอเพียง รถเก่ายังใช้ได้ดี ก็แค่ลงทุนเปลื่ยนรองเท้าใหม่ ก็ทำให้รถดูแลน่าขับด้วยกระทะโต ยางท้องเตี้ย เท่านี้ก็กลายเป็นรถแนว Sport ได้ไม่ยากส์



ปัจจุบัน ยางขอบ 14 และ 15 นี้ว ถือเป็นมาตรฐานติดรถจากโรงงานแทนล้อขอบ 12 และ 13 นี้ว ทำให้คนที่อยากเท่ห์เกินพรรคพวก ดิ้นรนเปลื่ยนล้อติดรถมาเป็นขอบ 16 - 20 นิ้ว เพราะดูเท่ห์เหมือนรถสปอร์ต ราคาแพง

การขยับขนาดล้อนั้น ส่วนมากไม่ได้คำนึงถึงระบบช่วงล่าง ระบบห้ามล้อ และระบบพวงมาลัยแต่อย่างไร เพราะคงเข้าใจว่า ล้อที่โตขึ้นแต่เส้นผ่าศูนย์กลางโดยรวมยังเท่าเดิม มีแค่ยางท้องเตี้ยลงเท่านั้น ซึ่งก็ใช่ครับ แต่ถ้าไม่ใช้งานเกิน 100 กม/ชมบ่อยๆ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

แต่ในความเป็นจริงนั้น ล้อใหม่ล้อเท่ห์ มีอิทธิพลต่อผู้ขับอย่างมาก เช่น

- อยากขับโชว์
- มั่นใจในการเกาะถนนจากดอกยาง จากความกว้างของหน้ายางที่มักเพิ่มขึ้นจากการใช้เบอร์ที่หน้ากว้างขึ้น หรือ จากกระทะที่หน้ากว้างขึ้นไปเบ่งหน้ายาง ให้กว้างขึ้น

- เชื่อมั่นในการห้ามล้อว่าต้องดีกว่าเก่า เพราะล้อโต ยางท้องเตี้ยจะน้ำหนักรวมน่าจะเบาขึ้น แต่ลืมคิดถึงแรงหนีศูนย์ที่มากขึ้น

เราจึงมักเห็นรถแต่งล้อจะขับรถค่อนข้างซู่ซ่ามาก ทั้งการใช้ความเร็ว ทั้งการแซง ที่เอาถนนเป็นที่ขับสนุกโดยไม่สนใจผู้ใช้ถนนร่วมกัน

ทว่าในมุมอันตรายของยางท้องเตี้ยก็มี แต่เกิดขึ้นเฉพาะของยางแบบนี้ นอกเหนือจากคุณประโยชน์ที่คาดกันมาก ยกตัวอย่าง เช่น........

- ระยะของกระทะกับถนนจะน้อยลง บางครั้งก็น้อยจนไม่เหมาะกับทางขรุขระ หรือทางลูกรังเพราะขอบหลุม เศษหินโตๆ จนถึงลูกรังอาจแทรกไประหว่างขอบแก้มยางกับกระทะ ทำให้เกิดการรั่วของลมที่ขอบล้อได้

- ระบบพวงมาลัยทำงานหนักขึ้น พวกเฟืองทด และลูกหมากคันชัก / คันส่งมักเสียเร็ว แม้แต่ชุดเพาเวอร์พวงมาลัยก็ทำงานหนักขึ้น

- ผ้าเบรคทำงานมากขึ้น เพราะแรงเหวื่ยงหนีศูนย์จะมากขึ้น ประสิทธิภาพในการห้ามล้อลดลง

- เครื่องยนต์จะลดประสิทธิภาพการทำงานลง อัตราเร่งแซงลดลง และอัตราสี้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจะสูงขึ้น เพราะกระทะล้อมีน้ำหนักมากขึ้น การเอาชนะแรงเฉื่อยจะทำได้ยากกว่ายางล้อขอบปกติทั่วไป

จากตัวอย่างดังกล่าวทั้งหมด มีโอกาสถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุได้เสมอ ถึงระดับบาดเจ็บล้มตายได้ ทั้งคนในรถ และคนนอกรถ จึงพึ่งคำนึงถึงความเห่ห์จากล้อด้วย

credit : รูปเพื่อน ๆ newviosclub